โลจิสติกส์ไทยรุกหน้า ขานรับอีอีซี ลุยพัฒนาไฮสปีดเทรน-รถไฟทางคู่ หวังกระตุ้นศก.ไทย

Speed train at the railway station at sunset in Europe. Modern intercity train on railway platform. Urban scene with beautiful passenger train on railroad and buildings. Railway landscape

ไทยเดินหน้าพัฒนาศักยภาพพื้นที่อีอีซี สร้างรถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน พร้อมด้วยรถไฟทางคู่ เชื่อม 3 ท่าเรือ มั่นใจกระตุ้นส่งออก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

การพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor หรือ EEC) นับเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าอยู่ในขณะนี้ ซึ่งครอบคลุมถึงอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมดิจิทัล เป็นต้น

ทั้งนี้ การพัฒนาอีอีซีให้มีศักยภาพต้องอาศัยการพัฒนาระบบขนส่งหรือโลจิสติกส์ (Logistics) อันเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักที่สำคัญ ซึ่งสามารถตอบโจทย์การขนส่งให้สามารถรองรับกับการลงทุนภาคอุตสาหกรรมตามเป้าหมายได้ อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้ประเทศไทยกลายเป็นเมืองอัจฉริยะ หรือสมาร์ทซิตี้ อีกด้วย

โครงการรถไฟความเร็วสูง (High Speed Train) หรือ ไฮสปีดเทรน ซึ่งจะเชื่อมต่อการเดินทางของ 3 สนามบิน ได้แก่ สนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินอู่ตะเภา ผ่านพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับขนส่งมวลชนสาธารณะ และยกระดับสถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์มักกะสันให้เป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงกรุงเทพมหานครกับอีอีซี (EEC Gateway) พร้อมกับคาดการณ์ว่าจะสามารถใช้งานได้จริงประมาณปี พ.ศ. 2566

นอกจากนี้ ยังมีโครงการรถไฟทางคู่เชื่อม 3 ท่าเรือ ได้แก่ ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือสัตหีบ และท่าเรือมาบตาพุด ซึ่งจะเป็นการยกระดับเรื่องของการขนส่งสินค้า โดยคาดการณ์ว่าจะช่วยเพิ่มสัดส่วนของการขนส่งสินค้าจากทางรางมาถึงท่าเรือได้ถึง 30% จากเดิมอยู่ที่ 7% รวมถึงลดระยะเวลาขนส่งสินค้าจากที่ต้องใช้เวลา 24 ชม. เหลือไม่เกิน 8 ชม.เท่านั้น ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถประหยัดงบประมาณในการขนส่งสินค้าได้ประมาณ 250,000 ล้านบาทต่อปี โดยได้มีการลงทุนปรับปรุงและสร้างทางคู่ รวมถึงจัดตั้งศูนย์กระจายและรวบรวมสินค้า โดยจะทยอยเปิดบริการแบบสมบูรณ์ให้สอดรับกับการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ที่คาดว่าจะเสร็จปี พ.ศ. 2568 ซึ่งจะทำให้ไทยก้าวสู่ท่าเรือใหญ่ติด 1 ใน 10 ของโลก และท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 ที่จะแล้วเสร็จปี พ.ศ. 2567 เพื่อรองรับการนำเข้าวัตถุดิบปิโตรเคมีขั้นสูงและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) ต่อไป

ที่มา : https://www.posttoday.com/pr/556686