เส้นทางสายไหม OBOR เชื่อมโยงเศรษฐกิจการค้าไทย-จีน

One Belt, One Road, Chinese strategic investment in the 21st century map.

นับตั้งแต่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิงของจีนได้ประกาศใช้นโยบายเส้นทางสายไหม หรือ Silk Road เมื่อเดือนกันยายน ปี 2013 โดยการนำทฤษฎีเส้นทางการค้าที่ชื่อว่า “เส้นทางสายไหม” ที่ประสบความสำเร็จในอดีต ทั้งในการขยายอิทธิพลทางการค้าและเผยแพร่วัฒนธรรมมาปรับปรุงภายใต้ชื่อเรียกใหม่ว่า “One Belt and One Road” หรือ “อีไต้ อีลู่” ในภาษาจีน อันหมายถึง“เส้นทางสายไหมในศตวรรษที่ 21” ซึ่งเป็นแผนการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนและเชื่อมโยงเส้นทางการค้าการลงทุนกับภูมิภาคต่างๆ ทั้งทางบกและทางทะเล โดยจีนวางตําแหน่งตนเองเป็นแกนหลักในโซ่คุณค่าระดับโลก (Global Value Chain)

ยุทธศาสตร์สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน
แม้ว่า จีนจะมีบทบาทในเวทีการค้าโลกในฐานะผู้ผลิตและผู้บริโภคสินค้าโภคภัณฑ์หลักอยู่แล้ว แต่ในปี 2013 ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้เริ่มประกาศแนวคิดเส้นทางสายไหมและเส้นทางสายไหมทางทะเลศตวรรษที่ 21 (One Belt One Road) และในปี 2014 รัฐบาลจีนได้ออกแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานครั้งสำคัญเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ “One Belt One Road” อันจะทำให้จีนก้าวสู่เวทีโลกอย่างมั่นคง โดยยุทธศาสตร์นี้เป็นการขยายเส้นทางการค้า ทั้งภายในประเทศจีนเองและเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ ที่รวมถึงเส้นทางทางบกและทางทะเลครอบคลุม 3 ทวีป นอกจากจะช่วยสนับสนุนการค้าและการบริการระหว่างประเทศ โดยเฉพาะด้านต้นทุนการขนส่งแล้ว ยังเป็นช่องทางสนับสนุนการผลิตและการค้าของจีนเอง กล่าวคือ เป็นช่องทางส่งออกกำลังการผลิตส่วนเกินของจีนไปต่างประเทศ
ทั้งนี้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 (ค.ศ.2016 – ค.ศ.2020) ซึ่งเป็นแผนพัฒนาฯ ฉบับแรกภายใต้การบริหารงานของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง มีการปฏิรูปกฎเกณฑ์ให้เอื้อต่อการค้ามากขึ้น ส่งผลให้ต้องเผชิญกับความท้าทายจากการรักษาสมดุลระหว่างกลุ่มผู้เสียประโยชน์และผู้ได้ประโยชน์ในหลายประเทศ และยังมีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนมองถึงประโยชน์ของประเทศชาติที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งในภูมิภาค
เมื่อพิจารณาจำนวนประชากรโลกจะพบว่า อันดับ 1 คือ ประเทศจีน มีประชากรประมาณ 1,400 ล้าน คน คิดเป็น 19% ของประชากรโลก รองลงมาอันดับที่ 2 คือ ประเทศอินเดีย มีประชากรประมาณ 1,300 ล้านคน ซึ่งคิดเป็น 18% ของประชากรโลก ในขณะที่สหรัฐอเมริกาอยู่เป็นอันดับที่ 3 (ที่มา : http://www. manager.co.th/เผยแพร่วันที่ 22 มิถุนายน 2560) ด้วยจำนวนประชากรมีผลต่อการกำหนดความต้องการตลาดและโซ่อุปทาน ประชากรยิ่งมาก ยิ่งต้องการสินค้าจำนวนมาก จีนจึงวางตําแหน่งตนเองเป็นแกนหลักในโซ่มูลค่าโลก (Global Value Chain) หรือห่วงโซ่การผลิตของโลก (Global Production Networks)
นอกจากนี้ จีนยังต้องการสร้างเสถียรภาพทางการเงิน โดยพยายามผลักดันการใช้เงินหยวนให้เป็นสกุลเงินสากล (Yuan Internationalization) เห็นได้จากการทยอยเปิดเสรีบัญชีเงินทุน การให้ตลาดมีบทบาทในการเคลื่อนไหวค่าเงินหยวนมากขึ้น การขยายสาขาธนาคารชำระดุลเงินหยวน (Clearing Bank) การใช้เงินหยวนในการชำระค่าสินค้าและบริการระหว่างประเทศ และการสร้างตลาดเงินหยวนในต่างประเทศทั้งในฮ่องกง สิงคโปร์ และลอนดอน รวมถึงจีนยังได้จัดตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (Asian Infrastructure Investment Bank: AIIB) เพื่อสนับสนุนด้านการเงินในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแก่ประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียที่ยังขาดแคลนอยู่มากในปัจจุบัน ซึ่งจะเอื้อต่อยุทธศาสตร์ “One Belt One Road” ของจีนเอง และล่าสุดจีนยังแสดงเจตนารมณ์ที่จะผลักดันให้สกุลเงินหยวนเป็นส่วนหนึ่งในตะกร้าสิทธิพิเศษถอนเงินหรือ Special Drawing Rights (SDRs) เพื่อเพิ่มบทบาทของสกุลเงินหยวนในฐานะสกุลเงินสำรองระหว่างประเทศอีกด้วย

เส้นทาง “One Belt One Road : OBOR”
การใช้คำว่า “Road” ในชื่อยุทธศาสตร์นี้ ไม่ได้หมายความถึงถนน แต่มีนัยยะถึง “เส้นทาง” ตามกรอบยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมทางเศรษฐกิจ (Silk Road) และเส้นทางสายไหมทางทะเล (Maritime Silk Road) ซึ่งปรับจากเส้นทางการค้าทางทะเลของจีนเดิมให้สอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 โดยเชื่อมโยงจากอาเซียนไปสู่ยุโรป ดังนั้น เส้นทาง OBOR จึงประกอบด้วย 1 เส้นทางทางทะเล (เริ่มจากเมืองชายฝั่งของจีน ผ่านสิงคโปร์ มาเลเซีย อินเดีย และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และ 6 เส้นทางทางบก ดังนี้


ภาพที่ 1 ระเบียงเศรษฐกิจแลนด์บริดจ์ยูเรเชียสายใหม่ (New Eurasian Land Bridge Corridor)
เส้นทางนี้เริ่มต้นจากท่าเรือ Lianyungang (Jiangsu) – Lanzhou (Gansu) – Urumqi (Xingjiang) – Astana (Kazakhstan) – Kyubyshev and Moscow (Russia) – Brest (Belarus) – Duisburg (Germany) – Rotterdam (Netherland) ซึ่งเร็วกว่าการขนส่งทางน้ำและมีราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับการขนส่งทางอากาศมีรถไฟขนส่งสินค้าต่างประเทศเริ่มจากเมือง Lianyugang ผ่านเมือง Xianjiang ไปสิ้นสุดที่คาซัคสถานนอกจากนี้ปลายทางของเส้นทางนี้แถบทวีปยุโรปยังเชื่อมกับทางรถไฟทั้ง 3 สาย
จีนยังได้เจรจาตกลงเรื่องภาษีศุลกากรระหว่างคาซัคสถาน โปแลนด์ และรัสเซีย เพื่อลดต้นทุน


ภาพที่ 2 ระเบียงเศรษฐกิจจีน-มองโกเลีย-รัสเซีย (China-Mongolia-Russia Corridor)
เป็นเส้นทางการพัฒนาการขนส่งทางถนนและรถไฟความเร็วสูงประกอบด้วย 2 เส้นทาง
1. เส้นทาง Beijing (China) –Ulaanbaatar (Mongolia) – Irkutsk , Novosibirsk, Yekaterinburg and Moscow (Russia)
2. เส้นทาง Beijing – Shenyang (Liaoning) – Harbin (Heilongjiang) – Chita (Russia)
ซึ่งมีรถไฟขนส่งสินค้าต่างประเทศที่แล่นอยู่ผ่านเมือง Guangzhou, Shenyang, Suzhou และ Tianjin
มีโครงการ Russia’s Transcontinental Rail Plan ประกอบกับ Mongolia’s Praine Road Programme ซึ่งต้องการพัฒนาโครงสร้างทางถนน รถไฟ และระบบการขนส่งทางท่อ


ภาพที่ 3 ระเบียงเศรษฐกิจจีน-เอเชียกลางและเอเชียตะวันตก (China-Central and West Asia Corridor)
เส้นทางนี้เริ่มต้นจากท่าเรือ Lianyungang (Jiangsu) – Xi an (Shaanxi) – Urumqi (Xinjiang) – Aimaty (Kazakhstan) – Teheram (Iran) – Sivas (Turkey) – Cario (Egypt) – Tripoli (Libya)เป็นเส้นทางขนส่งทางท่อที่ยาวที่สุดจากเติร์กเมนิสถาน ผ่านอุซเบกิซสถาน และตอนใต้ของคาซัคสถาน ใช้สำหรับส่งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน เป็นตลาดเกิดใหม่สำหรับสินค้าจีนและต้องการเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารและเครื่องดื่ม The China-Gulf Cooperation Council Free Trade Agreement สำหรับการพัฒนาทางด้านพลังงานนิวเคลียร์ และพลังงานทดแทน


ภาพที่ 4 ระเบียงเศรษฐกิจจีน-คาบสมุทรอินโดจีน (China-Indo-China Peninsula Corridor)
เส้นทางนี้เริ่มต้นจาก Guangzhou (Guangdong) – Hanoi and Ho Chi Minh (Vietnam) – Bangkok (Thailand) – Yangon (Myanmar) – Kuala Lumpur (Malaysia) – Singapore
ยุทธศาสตร์สร้อยไข่มุกเชื่อมต่อกับเมือง Guanzhou, Hong Kong และ Shenzhen กับอาเซียน
กำลังก่อสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงและ Motorway จากทางตอนใต้ของจีนผ่านเมือง Nanning, Hanoi ของเวียดนามไปยังสิงคโปร์ มีการลงนามสัญญา Great Mekong Sub-Region ไว้แล้วในการร่วมมือพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมและระบบโครงสร้างพื้นฐานที่แม่น้ำโขง


ภาพที่ 5 ระเบียงเศรษฐกิจบังกลาเทศ-จีน-อินเดีย-พม่า (Bangladesh-China-India-Myanmar Corridor)
เส้นทางนี้เริ่มต้นจากท่าเรือ Lianyungang (Jiangsu) – Guangzhou (Guangdong) – Hanoi and Ho Chi Minh (Vietnam) – Bangkok (Thailand) – Yangon (Myanmar) – Bombay (India) เชื่อมประเทศอินเดียซึ่งเป็นคู่ค้าที่สำคัญจึงมีแผนการที่จะเชื่อมต่อเส้นทางนี้ผ่านอาเซียน มีการพัฒนาทางด้านโครงสร้างพื้นฐานอยู่แล้ว เช่น รถไฟ ความร่วมมือทางด้านอุตสาหกรรม และการพัฒนาระบบการให้บริการ นักลงทุนระหว่างจีนกับอินเดียสนใจลงทุนเพิ่มในระบบโทรคมนาคม เหล็กกล้า พลังงานแสงอาทิตย์ และอุตสาหกรรมภาพยนตร์


ภาพที่ 6 ระเบียงเศรษฐกิจจีน-ปากีสถาน (China-Pakistan Corridor)
เส้นทางนี้เริ่มต้นจาก Kashgar (Xinjiang) – Islamabad and Gwadar (Pakistan) ซึ่งเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุดสามารถเชื่อมต่อไปยังตะวันออกกลางทางทะเลได้ อีกทั้งภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีนห่างไกลจากชายฝั่งทะเล การขนส่งสินค้าเข้า-ออกผ่านปากีสถานจะทำได้รวดเร็ว และถูกกว่าใช้ท่าเรือในประเทศจีน ช่วยลดต้นทุนและเวลาลงได้ถึงครึ่งหนึ่ง ลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกาที่ปัจจุบันมีการขนส่งสินค้ามาก หากในอนาคตเกิดสงครามขึ้นในทะเลจีนใต้ของของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีความร่วมมือพัฒนาครอบคลุมด้านพลังงาน เช่น โครงการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่หลายแห่ง เพื่อป้อนประเทศขาดแคลน พลังงาน ระบบโทรคมนาคมและการสื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ ในแต่ละพื้นที่ของจีนก็ให้ความสำคัญในโครงการนี้และมีแผนที่แตกต่างออกไป ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวทางที่หลากหลายแต่รวมเป็นหนึ่งบนแนวทางเดียวกัน
“OBOR” เชื่อมโยงโลก 5 ด้าน
นอกเหนือจากการเชื่อมโยงประเทศที่อยู่บนเส้นทาง OBOR จำนวน 65 ประเทศ ประกอบด้วย อาเซียน 10 ประเทศ มองโกเลีย 1 ประเทศ เอเชียตะวันตก 18 ประเทศ เอเชียใต้ 8 ประเทศ เอเชียกลาง 5 ประเทศ โซเวียต 7 ประเทศ ตะวันออกกลาง 10 ประเทศ และอีก 6 ประเทศแอฟริกา เมื่อรวมกับจีนผู้ริเริ่มมีทั้งหมด 66 ประเทศแล้ว คณะกรรมการการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีนได้ประกาศใช้แผนปฏิบัติการตาม “Vision and Actions on Jointly Building Silk Road Economic Belt and 21st-Century Maritime Silk Road” เชื่อมโยงโลกทั้ง 5 ด้าน (Five Links) (ที่มา: สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ (ITD), เผยแพร่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561) ดังนี้
1. การประสานนโยบาย (Policy Coordination) ด้วยการทำความตกลงและโครงการร่วมกับประเทศต่างๆ และองค์กรระดับภูมิภาค
2. การเชื่อมโยงสิ่งอำนวยความสะดวกและสาธารณูปโภค (Facilities Connectivity) ด้วยการพัฒนาก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ รวมถึงการพัฒนาด้านพลังงานและด้านการสื่อสาร
3. การค้าที่ไม่มีข้อจำกัด (Unimpeded Trade) ด้วยการส่งเสริมการใช้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เพื่ออำนวยความสะดวกทางด้านการค้าและการลงทุน
4. การบูรณาการทางการเงิน (Financial Integration) ด้วยการก่อตั้งสถาบันการเงินต่างๆ เช่น ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (Asian Infrastructure Investment Bank : AIIB) และธนาคารเพื่อการพัฒนาใหม่ (New Development Bank : NDB) ของกลุ่มประเทศ BRICS
5. การเชื่อมโยงประชาชน (People-to-People Bond) ด้วยการพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษาและวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และบริการทางแพทย์
สำหรับการเชื่อมโยงครั้งนี้ จีนใช้กลยุทธ์ในการสร้างความร่วมมือกับทุกประเทศในรูปแบบโครงการที่ทำให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ร่วมกันสร้าง ร่วมกันลงทุน และแบ่งปันผลสำเร็จในการทำงานร่วมกัน

โอกาสทางการค้าการลงทุนของไทย กับ OBOR
ถึงแม้ว่า ประเทศไทยจะไม่ได้ตั้งอยู่ในแผนที่ทางยุทธศาสตร์ของเส้นทางสายไหม OBOR โดยตรง แต่ไทยยังอยู่ในระเบียงเศรษฐกิจจีน-คาบสมุทรอินโดจีน (China-Indochina Peninsula Economic Corridor-CICPEC) รวมถึงลาว เวียดนาม และกัมพูชา ซึ่งทำให้ไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่เศรษฐกิจแนวเขต East-West Corridor ไปโดยปริยาย ซึ่งเป็นเส้นทางเศรษฐกิจคมนาคมโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมอาเซียนเข้ากับจีน (ที่มา: เมธา มาศขาว, เผยแพร่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 https://isaanrecrdo.com) รวมทั้งแผนนโยบายยุทธศาสตร์ OBOR ยังมีความสอดคล้องกันกับนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย กล่าวคือ การให้ความสำคัญกับความเชื่อมโยงในภูมิภาค (Connectivity) ทั้งทางบก ทางอากาศ และทางทะเล การพัฒนาไปสู่ประเทศไทย 4.0 ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ Made in China 2025 ซึ่งเน้นเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง และสินค้านวัตกรรม อันจะนำไปสู่การเป็นหุ้นส่วนพัฒนาร่วมกัน นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่างไทย-จีน ยังคงปรากฏในหลากหลายสาขาอุตสาหกรรม เช่น อีคอมเมิร์ซ โลจิสติกส์ ดาวเทียม และระบบการนำทาง เป็นต้น
ล่าสุด โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่อยู่ในความสนใจของจีน เนื่องจาก EEC ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการผลิตและการคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับการบริหารความเชื่อมโยงกับจีนตามเส้นทาง “OBOR” โดยหน่วยงานภาครัฐของไทยได้ลงนามร่วมกับ Alibaba Group บริษัทยักษ์ใหญ่ของจีน ในความร่วมมือด้านการเป็นศูนย์กลางดิจิทัล หรือ “Smart Digital Hub” ในพื้นที่ EEC ซึ่งนายแจ็ค หม่า ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง Alibaba Group ได้เสนอให้จัดตั้งวิทยาลัยธุรกิจอาลีบาบา (Alibaba Business School หรือ ABS) ซึ่งเป็นสถาบันพัฒนาบุคลากรของอาลีบาบา หางโจว ร่วมมือกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในการพัฒนาขีดความสามารถด้านดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซของเอสเอ็มอีไทยทุกกลุ่มทั่วประเทศ เป้าหมายสำคัญ เพื่อส่งเสริมการค้ากับจีนและกลุ่ม CLMV ซึ่งประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม (ที่มา:http://www. efinancethai.com/HotNews/, 2561) ทั้งนี้ Alibaba Group ยังวางแผนใช้เทคโนโลยีมาประมวลข้อมูลโลจิสติกส์ เพื่อให้การขนส่งสินค้าระหว่างไทย-จีน หรือขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนในกลุ่ม CLMV ไปยังประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

ข้อสรุป
ประเด็นสำคัญของ “OBOR” จึงไม่ใช่แค่รูปแบบหรือเส้นทางการขนส่งสินค้า แต่หมายถึงยุทธศาสตร์ทางการค้าของจีนไปยังกลุ่มประเทศเป้าหมาย ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย ด้วยเหตุนี้ ผู้ประกอบการไทยจึงควรตระหนักถึงโอกาสและอุปสรรคของโครงการดังกล่าว พร้อมรับกับการรุกคืบของจีน เพื่อรองรับผลกระทบทั้งบวกและลบต่อสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น อันไปสู่ความร่วมมือแบบ win-win ทั้งสองฝ่าย