อีคอมเมิร์ซญี่ปุ่นพุ่ง เน้นพึ่งเทคโนโลยี ชี้ส่งออกไทยต้องปรับตัว

อีคอมเมิร์ซญี่ปุ่นพุ่ง เน้นพึ่งเทคโนโลยี ชี้ส่งออกไทยต้องปรับตัว

อีคอมเมิร์ซญี่ปุ่นโตต่อเนื่อง มุ่งพัฒนาระบบตอบโจทย์คนยุคใหม่ ด้านส่งออกแนะผู้ประกอบการไทยต้องหันพึ่งผู้นำเข้าญี่ปุ่น เหตุผู้บริโภคญี่ปุ่นไม่นิยมซื้อของข้ามประเทศ

จากรายงานของกระทรวงเศรษฐกิจและการค้าญี่ปุ่น ปี 2016 ระบุว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศญี่ปุ่นส่วนของ B-to-C (Business to Consumer) มีมูลค่ารวม 15.14 ล้านล้านเยน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 4.38 ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นจากปี 2015 ถึง 9.9% โดยเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ค้าขายผ่านทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีคอมเมิร์ซ 5.43% และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ

ตัวเลขในปี 2016 ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นที่จากเดิมที่เคยนิยมสั่งซื้อสินค้าผ่านทางคอมพิวเตอร์มากถึง 60.5% มาเป็นการสั่งซื้อสินค้าผ่านทางสมาร์ทโฟน ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 31.9% จากเดิม 21.4% เหตุจากผู้ประกอบการได้มีการพัฒนารูปแบบของการจำหน่ายสินค้าให้ผู้ซื้อสามารถดูสินค้าที่ร้านก่อนและค่อยตัดสินใจสั่งซื้อผ่านทางเว็บไซต์ในภายหลัง นับเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มคนทำงาน

ด้านผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่นในกลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซยังได้เดินหน้าพัฒนาระบบ เพื่อแก้ไขอุปสรรคจากการสั่งซื้อสินค้าที่ต้องลองสวมใส่ก่อน อาทิ สินค้าประเภทรองเท้า เสื้อสูท ชุดไปงานต่างๆ โดยให้สิทธิ์ในการเปลี่ยนหรือส่งคืนสินค้าได้ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ยิ่งไปกว่านั้น ยังได้ร่วมมือกับบริษัทขนส่ง Yamato Holding เพื่อรับช่วงต่อขนส่งสินค้าออนไลน์ ซึ่งในปี 2018 บริษัท Yamato Holding เตรียมเช่าพื้นที่ใกล้สถานีรถไฟในโตเกียว เพื่อทดลองเปิดเป็นห้องลองเสื้อผ้าให้ลูกค้าได้เห็นสินค้าจริงก่อนการตัดสินใจสั่งซื้อ อันจะช่วยลดต้นทุนและค่าเสียเวลาที่เกิดจากการส่งคืนสินค้าในภายหลัง ขณะเดียวกัน มีการใช้ประโยชน์จาก Big Data มาพัฒนาวิธีโฆษณาสินค้าให้ตรงกับความสนใจของผู้บริโภคมากขึ้น รวมถึงการนำเทคโนโลยีอย่าง Chatbot และ AI เข้ามาใช้ในการสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าแบบเรียลไทม์

สำหรับผู้ส่งออกไทยที่สนใจบุกตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศญี่ปุ่น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นให้ลึกซึ้ง สิ่งสำคัญ คือ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่นิยมการสั่งซื้อสินค้าข้ามประเทศ ดังนั้นหากจะจำหน่ายสินค้าผ่านเว็บไซต์ของตัวเองเพียงอย่างเดียว ก็จะไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง ทางออกคือผู้ส่งออกไทยต้องพึ่งผู้นำเข้า หรือผู้ประกอบการญี่ปุ่นให้สั่งสินค้าเข้าไปวางจำหน่ายผ่านระบบอีคอมเมิร์ซของประเทศญี่ปุ่นอีกต่อหนึ่ง เช่น บริษัทที่มี E-commerce Platform รายใหญ่ในญี่ปุ่น ได้แก่ Amazon Japan (สัดส่วนตลาด 35%) Rakuten (30%) Kakaku.com (18%) และ Yahoo Japan (17%) หรือใช้ประโยชน์จาก Thaitrade.com ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศที่พัฒนาขึ้นสำหรับ B-to-B (Business to Business) เพื่อเป็นช่องทางหนี่งที่จะเข้าถึงกลุ่มผู้นำเข้าหรือค้าปลีกในประเทศญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ผู้ประกอบไทยที่ต้องการเข้าถึงตลาดอีคอมเมิร์ซของประเทศญี่ปุ่น ควรต้องปรับตัว โดยเพิ่มความโดดเด่นและความพิเศษให้กับสินค้า เน้นเจาะตลาดกลุ่ม Niche Market เนื่องจากผู้บริโภคญี่ปุ่นมีการเปลี่ยนแปลงความต้องการที่รวดเร็ว อีกทั้ง ตลาดอีคอมเมิร์ซเป็นตลาดที่ผู้บริโภคตรวจสอบและเปรียบเทียบราคาสินค้าค่อนข้างง่าย หากผู้ประกอบการไทยเน้นขายสินค้าประเภท Mass Market เพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถเจาะตลาดกลุ่มผู้บริโภคญี่ปุ่นได้อย่างแท้จริง

ที่มา :