ทิศทางบรรจุภัณฑ์ไทย เพิ่มศักยภาพสินค้าไทยในตลาดโลก

ปัจจุบันการแข่งขันด้านราคาทวีความรุนแรงมากขึ้น “บรรจุภัณฑ์” ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการต้องเร่งหาแนวทางพัฒนาการผลิตและรูปแบบเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า ลดความเสียหายของสินค้าระหว่างการขนส่ง ควบคู่ไปกับการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค อันจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางด้านราคาในตลาดออนไลน์ (E-Commerce) ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

“การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้สามารถเป็นอีกเครื่องมือในการสร้างมูลค่าให้สินค้า สร้างคุณค่าในห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ นับว่าเป็นประโยชน์แก่สมาชิกและประเทศชาติ อันจะก้าวสู่การเปลี่ยนผ่าน (Transform) ไปยังประเทศไทยยุค 4.0”
หนึ่งในมุมมองของคุณนภดล ไกรฤกษ์ นายกสมาคมบรรจุภัณฑ์ไทยที่มุ่งมั่นสนับสนุนและยกระดับความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยด้านบรรจุภัณฑ์ ด้วยประสบการณ์ในแวดวงบรรจุภัณฑ์มามากกว่า 20 ปี ท่านได้ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดที่เป็นประโยชน์ในหลากหลายแง่มุมที่น่าสนใจ

ทิศทางบรรจุภัณฑ์ไทย เพิ่มศักยภาพสินค้าไทยในตลาดโลก

*** การค้าออนไลน์ เป็น 4.0 แต่หลังบ้านยังเป็น 0.0 ***

แม้ว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะหันมาให้ความสำคัญกับการค้าขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ (E-Commerce) กันมากขึ้น ทั้งกระบวนการนำเสนอสินค้า การเจรจาการค้า รวมถึงการชำระเงิน นับว่าเป็นแพลตฟอร์ม (Platform) หน้าร้านที่คนทั่วโลกสามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว แต่ในส่วนของขั้นตอนการเตรียมสินค้าเพื่อที่จะจัดส่งสินค้านั้น หลังบ้านเรายังคงเห็นผู้ค้าขายออนไลน์ประสบปัญหาการแพคสินค้าไม่ทัน สินค้าชำรุดเมื่อถึงปลายทาง และยังคงเห็นการใช้แรงงานในครัวเรือนระดมช่วยกันแพคสินค้า เพื่อจัดส่งให้ทันเวลา สะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการดังกล่าว ยังคงไม่ต่างจากการค้าในยุคสมัยก่อน 0.0

สมาคมบรรจุภัณฑ์ไทย ขอเสนอแนวทางการหาทางออกให้กับปัญหานี้ โดยอาศัยความรู้ด้านการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management) การลดขั้นตอนของการแพคสินค้า (Packing) การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย (Automatic Packing Machine) หรือการใช้บริการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการแพคสินค้า (Outsource) ให้ผู้ประกอบการค้าขายสินค้าออนไลน์สามารถเลือก หรือปรับความรู้และวิธีการที่เหมาะสมกับธุรกิจของตนให้มากที่สุด

*** สินค้าของเราเหมาะกับบรรจุภัณฑ์แบบใด ***

หน้าที่ของบรรจุภัณฑ์ตามที่เข้าใจกัน คือ การปกป้องสินค้าให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์นับตั้งแต่เสร็จสิ้นกระบวนการผลิตจนถึงมือลูกค้า เพราะฉะนั้น คุณสมบัติของวัสดุบรรจุภัณฑ์ คือ ความคงทน แข็งแรงต่อสิ่งแวดล้อมระบบขนส่ง อย่างไรก็ตาม การเข้าใจลักษณะสินค้าเพื่อที่จะเลือกรูปแบบของบรรจุภัณฑ์ได้อย่างเหมาะสมนั้นก็เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการไม่อาจมองข้าม เพราะจะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยขยายประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าไปพร้อมกัน เริ่มต้นจากการพิจารณาลักษณะการใช้งานและคุณสมบัติของบรรจุภัณฑ์ ทั้ง 5 ประเภท ต่อไปนี้

  • 1.) Primary Packaging บรรจุภัณฑ์ที่อยู่ติดกับตัวสินค้าชั้นแรก
  • 2.) Secondary Packaging บรรจุภัณฑ์ที่เป็นส่วนของข้อมูลสินค้า ฉลาก และเป็นชั้นที่ช่วยปกป้องสินค้า
  • 3.) Transportation Packaging บรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่งให้สามารถจัดวางโดยใช้พื้นที่ได้คุ้มค่าที่สุด
  • 4.) Packaging for E-Commerce บรรจุภัณฑ์ที่ใช้กับสินค้าออนไลน์ประเภทต่างๆ ซึ่งขณะนี้มียอดเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
  • 5.) SRP (Shelf Ready Packaging) หรือเรียกอีกอย่างก็ได้คือ RRP (Retail Ready Packaging) บรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานได้หลากหลาย พร้อมที่จะนำจัดเรียงเพื่อจำหน่ายได้เลย ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่มีต้นกำเนิดแนวคิดมาจากความต้องการที่จะลดขั้นตอนการจัดเรียงสินค้า รวมถึงลดต้นทุนผลิตบรรจุภัณฑ์หลายรูปแบบซ้ำซ้อน

**กลยุทธ์ลดต้นทุนธุรกิจ เพิ่มคุณภาพวัสดุของบรรจุภัณฑ์ **

หากเปรียบเทียบแนวคิดเดิมๆ ของผู้ประกอบการที่มุ่งจะลดต้นทุนบรรจุภัณฑ์ โดยลดคุณภาพของวัสดุที่ใช้เพื่อสู้ราคาตลาด แต่กลับต้องมาเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นกับสินค้าที่ได้รับความเสียหายระหว่างการขนส่งแทน พบว่า ผู้ประกอบการควรกลับมาทบทวนกลยุทธ์ที่เคยใช้ๆ กัน เพราะเทคโนโลยีพัฒนาไปไม่หยุดยั้ง การนำแนวคิดที่จะออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติปกป้องสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่สินค้าอาจได้รับความเสียหายนั้น น่าจะคุ้มค่ากว่า

ทั้งนี้ ผู้ผลิตควรปรับกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อให้ได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มมากขึ้นถึงขั้นสามารถจัดส่งได้เป็นตู้คอนเทนเนอร์ โดยปรับกระบวนการแพคสินค้าให้รวดเร็วยิ่งขึ้น นำเอาเครื่องจักร (Packing Automation) ที่มีความสามารถในการแพคสูงภายในเวลาอันสั้น เพื่อที่จะลดต้นทุนการแพคสินค้า (ค่าแรง) ต่อชิ้น

ทิศทางบรรจุภัณฑ์ไทย เพิ่มศักยภาพสินค้าไทยในตลาดโลก

*** ประเทศไทยกับการเป็นศูนย์กลางบรรจุภัณฑ์ใน ASEAN ***

หลายปีมานี้สินค้าไทยเป็นที่นิยมในกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นอย่างมาก บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ก็ผลิตในประเทศไทย จึงกลายเป็นจุดแข็งที่ช่วยส่งเสริมทั้งผู้ผลิตสินค้าไทย และผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ไทยไปพร้อมกัน หากพิจารณาถึงข้อมูลและอัตราส่วนของผู้ประกอบการบรรจุภัณฑ์ 90% บรรจุภัณฑ์ผลิตขึ้นเพื่อตลาดภายในประเทศ อีก 10% ผลิตเพื่อใช้เป็นสินค้าส่งออก แต่ในความเป็นจริง อัตราส่วน 90% ของผู้ผลิตที่ซื้อบรรจุภัณฑ์มาเพื่อแพคสินค้าและจัดจำหน่ายอาจเป็นทั้งผู้ผลิตสินค้าจำหน่ายภายในประเทศและเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์พร้อมทั้งบรรจุภัณฑ์ไปยังประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย จึงอาจประเมินมูลค่าธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้คร่าวๆ ประมาณ 4-5 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่า ประเทศไทยเป็นขอบเขตการผลิตบรรจุภัณฑ์ที่อยู่ในมิติของการส่งสินค้าไทยและบรรจุภัณฑ์ ไปสู่ตลาดนอกบ้านในอีกนัยยะหนึ่ง

*** เทรนด์บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กำลังมาแรง ***

เมื่อดูแนวโน้มของบรรจุภัณฑ์ในปัจจุบัน จะเห็นว่า สังคมหันมาให้ความสำคัญกับการผลิตที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สมาคมบรรจุภัณฑ์ไทยจึงจัดกิจกรรมให้ความรู้กับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง อาทิ การจัดนิทรรศการ และการแบ่งปันข้อมูลทางเฟสบุ๊ค รวมถึงให้ความสำคัญกับเรื่อง 3 R (Reuse Recycle Reduce) ซึ่งขณะนี้ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ส่วนใหญ่ใช้วัสดุเข้าข่าย 3 R ส่วนวัสดุประเภทชีวภาพนั้น สมาคมฯ ส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างสมดุล เพื่อให้มีวัตถุดิบเพียงพอทั้งการบริโภค และการนำมาใช้ในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์

*** บทบาทของสมาคมบรรจุภัณฑ์ไทยต่อผู้ประกอบการ ***

สมาคมฯ ติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อนำแง่มุมที่เป็นประโยชน์มาแบ่งปันและเผยแพร่ต่อผู้ประกอบการ สนับสนุนสถาบันการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับบรรจุภัณฑ์ ทำหน้าที่จัดทำทะเบียนผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ทุกมิติ ส่งเสริมการจัดงานนิทรรศการทั้งในและต่างประเทศ พร้อมร่วมมือกับองค์กรต่างๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพสินค้า ปรับปรุงวิธีการผลิต และผลักดันให้เกิดการผลิตสินค้าที่มีประสิทธิภาพเพื่อส่งออกไปยังกลุ่มประเทศ CLMV