ปรับกลยุทธ์ สู่ยุค Digital Transformation

ปรับกลยุทธ์ สู่ยุค Digital Transformation

“ในยุค Digital Transformation เทคโนโลยีมีอิทธิพลต่อทุกภาคส่วน และเป็นปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จทางธุรกิจ” ผู้ประกอบการจึงต้องเร่งปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง หนึ่งในมุมมองที่น่าสนใจจาก คุณเมธี รื่นกลิ่น ผู้บริหารที่คลุกคลีอยู่กับแวดวงโลจิสติกส์และธุรกิจค้าปลีก ทั้งประสบการณ์ทำงานร่วมกับ DHL และ Central Retail Corporation ก่อนผันตัวออกมาสร้างธุรกิจอย่าง iFresh Solution (Thailand) Co.,Ltd. มารับกับการแข่งขันในยุคนี้

ทุกธุรกิจ โดน “Disruption” แน่ ถ้าไม่ปรับตัว

เมื่อมองย้อนหลังไป 5 ปีก่อน คงไม่มีใครคิดว่าเจ้าของทีวีช่องหลักๆ ของประเทศ จะขาดทุน หรือนิตยสารจะทยอยกันปิดตัวลง อย่างหนังสือคู่สร้างคู่สม ที่อยู่คู่คนไทยมานานต้องลาแผงหนังสือไป ห้างเทสโก้โลตัสที่มียอดขายสินค้าเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศจะประสบภาวะขาดทุนอย่างมหาศาล หรือห้างคาร์ฟูร์จากประเทศฝรั่งเศสมีอันต้องม้วนเสื่อกลับประเทศ โดยขายกิจการให้กับ Big C

การเข้ามาของเทคโนโลยีในรูปแบบต่าง ๆ หรือที่เรียกกันว่า “Disruptive Technology” อาทิ Internet of Things (IOT), Cloud technology , Artificial Intelligence (AI), Mobile internet เป็นต้น นับเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ปรากฎการณ์การแข่งขันกันของธุรกิจ e-commerce อย่างดุเดือด ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Google, Alibaba, JD.com รวมถึงการเพิ่มขึ้นของการซื้อขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ การเพิ่มขึ้นของผู้ใช้บริการ Mobile banking การใช้นวัตกรรม AI และระบบ Cloud technology เข้ามาช่วยในระบบการทำงานต่าง ๆ ซึ่งล้วน ทั้งก่อให้เกิดธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ และทำให้ธุรกิจบางประเภทสูญหายไปได้เช่นกัน

“ความสำเร็จในวันนี้หรือในอดีตไม่ได้หมายความว่า เราจะสำเร็จต่อไปในอนาคต”

ยุคดิจิทัลสำเร็จได้ ต้องวิเคราะห์ข้อมูลให้เป็น

สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกยุคใหม่ต่อไปจะไม่ได้วัดกันที่เงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดกันที่การใช้ประโยชน์จากข้อมูล โดยอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการและวิเคราะห์ ทำให้มองเห็นโอกาสในการพัฒนาการตลาดสู่การต่อยอดให้กับธุรกิจได้ง่ายขึ้น Facebook สามารถขายโฆษณาได้ตรงกลุ่มเป้าหมายของสินค้าจากการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์ม Alibaba ให้บริการค้าส่งและค้าปลีก มีจุดแข็งด้านชำระเงินผ่านระบบออนไลน์ และการให้บริการสินเชื่อโดยสามารถปล่อยกู้ให้กับผู้ที่ต้องการเงินภายใน 5 นาที (จากการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่ในระบบ อนุมัติเงินกู้จาก AI หรือปัญญาประดิษฐ์)

กลยุทธ์เพิ่มผลิตภาพ (Productivity) รองรับ Disruptive Technology

“Disruptive Technology” นอกเหนือจากเรื่องเทคโนโลยีแล้ว ยังหมายรวมถึงการผสานเทคโนโลยีเข้ากับสังคม สู่แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดการแข่งขันกับธุรกิจข้ามชาติ โดยมุมมองของผู้ประกอบการ โลจิสติกส์ไทยนั้น การต่อสู้กับนักลงทุนจากต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเงินทุนและเทคโนโลยี

ดังนั้น ทางรอดผู้ประกอบการไทยอีกแนวทางหนึ่ง คือ การเลือกนำเสนอทางออกที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้รวดเร็วและครบถ้วนที่สุดภายใต้การบริหารจัดการต้นทุนที่คุ้มค่า องค์ประกอบสำคัญที่จะขับเคลื่อนธุรกิจไปสู่การบริหารจัดการที่ดี คือ การเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) เป็นหลัก

สมมติคุณมีร้านก๋วยเตี๋ยวที่สามารถรับลูกค้าได้ 10 คนต่อชั่วโมง หากต้องการจะรับลูกค้าเพิ่มขึ้น ก็ต้องเพิ่มกำลังการผลิต โดยอาจจะเพิ่มจำนวนพ่อครัว หรืออุปกรณ์ทำก๋วยเตี๋ยว แต่ในแง่ของการเพิ่มผลิตภาพของธุรกิจโลจิสติกส์ จะมีแนวทางบริหารที่ต่างออกไป โดยสังเกตได้ว่าบริษัทส่วนใหญ่ไม่ได้คำนึงถึงการเพิ่มทรัพยากร เช่น เครื่องจักร รถบรรทุก เท่านั้น หากแต่พิจารณาครอบคลุมถึง 3 ประเด็น ได้แก่ การไหลลื่นของสินค้า (Physical flow), การไหลลื่นของข้อมูล (Information flow) และการไหลลื่นของบัญชี (Financial flow) ด้วย

การปรับตัวของธุรกิจค้าปลีกกับ Digital Transformation

การบริหารด้านโลจิสติกส์ของธุรกิจค้าปลีก ก่อนหน้านี้ Tesco Lotus สามารถตั้งราคาขายได้ต่ำที่สุดในตลาด เนื่องจากบริษัทได้ลงทุนสร้างระบบคลังสินค้า เพื่อเป็นศูนย์กระจายสินค้า ช่วยลดต้นทุนการสต๊อกสินค้าในสาขาต่าง ๆ ส่วน Makro ซึ่งมีจุดเด่นที่มีระบบคลังสินค้าแบบอัตโนมัติ และลดต้นทุนสินค้าโดยใช้กลยุทธ์ Physical flow และ Information flow ได้ดี จึงเป็นคู่แข่งที่ไม่อาจมองข้าม

นอกจากการปรับตัวด้านการบริหารจัดการโลจิสติกส์ด้วยการใช้เทคโนโลยีแล้ว การเติบโตของการค้าขายออนไลน์อย่างต่อเนื่องนั้น ยังผลักดันให้ผู้ประกอบการค้าปลีกหันมาทำการตลาดออนไลน์ ค้าขายผ่านแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตมากขึ้น เพื่อเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายและตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ธุรกิจออนไลน์ รายเล็กก็สามารถแข่งขันกับยักษ์ใหญ่ได้

การทำธุรกิจออนไลน์ “ขนาด” ไม่สำคัญอีกต่อไป ธุรกิจเล็กก็สามารถแข่งขันกับธุรกิจยักษ์ใหญ่ได้ในสนามนี้ ลองนึกดูว่า ถ้าต้องการจะซื้อของออนไลน์สักชิ้น มีใครกันบ้าง นอกจากรายชื่อบริษัทค้าปลีก อย่าง Central Online, Robinson, Tesco Lotus, Big C แล้ว หลายคนกลับไปนึกถึง Lazada, Shoppee, Alibaba, Amazon มากกว่า นั่นแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่เคยเป็นเจ้าตลาดมาก่อนเมื่อถึงยุคเทคโนโลยีเข้ามาในวิถีชีวิตของผู้บริโภคมากขึ้น การตื่นตัวที่จะปรับกลยุทธ์ของธุรกิจให้เท่าทันสถานการณ์ปัจจุบันได้เร็วที่สุด ก็ย่อมครองใจผู้บริโภคและก้าวสู่ผู้นำตลาดได้อย่างยั่งยืน

“การทำธุรกิจออนไลน์ขนาดไม่สำคัญอีกต่อไป โอกาสจึงตกอยู่กับธุรกิจขนาดเล็ก ที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้เร็วกว่าธุรกิจใหญ่ที่ปรับตัวไม่ทัน”