นักวิชาการหวั่นไทยหลุดฮับขนส่งอาเซียน จับตาเวียดนามเบียดไทยแซงขึ้นแท่น

September 13,2018

       นักวิชาการเผยไทยติดต้นทุนขนส่งสูงในอาเซียน หวั่นเวียดนามเบียดขึ้นแท่นฮับภูมิภาค แนะใช้โมเดลอาเซียนไร้รอยต่อ หนุนโลจิสติกส์ขนส่งร่วมกันในระดับภูมิภาค

 

นายรุธิร์ พนมยงค์ สำนักงานศูนย์วิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ปัจจุบันการขนส่งสินค้าทางบกระหว่างกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง หรือ GMS มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลจากการสนับสนุนของภาครัฐบาลที่ออกนโยบายให้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบรางและการลงทุนเส้นทางสายไหมใหม่ หรือ BRI ของแต่ละประเทศ ส่งผลให้การขนส่งสินค้าทางบกยังคงได้รับความนิยมและคาดว่าจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอีก 10 ปีข้างหน้า

 

ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยมีนโยบายชัดเจนที่จะมุ่งพัฒนาโลจิสติกส์ในด้านต่างๆ อาทิ การพัฒนารถไฟทางคู่ สถานีเปลี่ยนถ่ายขนส่งสินค้าตามแนวชายแดน และการพัฒนาท่าเรือขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่ทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการขนส่ง แต่อย่างไรก็ตาม ประเทศเวียดนามก็ได้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยอาศัยปัจจัยสนับสนุนจากเส้นทางเดินเรือไปยังยุโรปที่ใกล้กว่าแหลมฉบัง อีกทั้งยังมีภูมิศาสตร์ที่ติดกับประเทศจีน และการย้ายนิคมอุตสาหกรรมการผลิตไปตั้งในเวียดนาม ทำให้เวียดนามมีศักยภาพและโอกาสมากพอที่จะก้าวขึ้นเป็นฮับขนส่งของ GMS ได้

 

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเรื่องของต้นทุนการขนส่งสินค้าทางบกที่จากสถิติในปัจจุบันพบว่า ต้นทุนการขนส่งสินค้าทางบกของไทยสูงเป็นอันดับ 4 ของอาเซียน รองจากประเทศฟิลิปปินส์ที่มีต้นทุนการยนส่งทางบกเป็นอันดับ 1 อยู่ที่  11,900 บาท/TEU ตามมาด้วยมาเลเซียซึ่งมีต้นทุนการขนส่งทางบกอยู่ที่ 9,100 บาท/TEU และประเทศบรูไนที่มีต้นทุนการขนส่งทางบกอยู่ที่ 7,875 บาท/TEU ส่วนอันดับ 4 ประเทศไทยมีต้นทุนการขนส่งทางบกอยู่ที่ 7,350 บาท/TEUส่วนประเทศเวียดนามซึ่งมีต้นทุนการขนส่งทางบกเป็นอันดับ 5 มีต้นทุนอยู่ที่ 7,000 บาท/TEU ขณะที่อินโดนีเซียมีต้นทุนขนส่งสินค้าทางบกถูกที่สุด 5,600 บาท/TEU

 

            อย่างไรก็ตาม นายรุธิร์ ยังได้เสนอแนะแนวทางสำหรับการเพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าทางบกระหว่างกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และภูมิภาคอาเซียนว่า จำเป็นต้องใช้โมเดลการขนส่งไร้รอยต่อ หรือ Seamless Logistic โดยเริ่มจากการพัฒนาฐานข้อมูลร่วมกันแบบบิ๊กดาต้า (Big Data) เพื่อกำกับการขนส่งสินค้าภาพรวม ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เข้ามายกระดับบริการขนส่งและความปลอดภัยของสินค้า และการบูรณาการแผนแม่บทขนส่งโลจิสติกส์ร่วมกันในระดับภูมิภาค เป็นต้น

 

ทั้งนี้ ข้อมูลด้านแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของอาเซียนระยะเร่งด่วน (ปี 2016-2025) ระบุว่าจะมีการใช้เม็ดเงินจำนวนมากหลายแสนล้านบาท โดยประกอบด้วย 1.พัฒนาเส้นทางรถไฟสิงคโปร์-คุนหมิง เชื่อมต่อจีนตอนใต้-เวียดนาม-กัมพูชา-ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ 2.พัฒนาท่าเรือบกในกลุ่มชาติอาเซียน (Dry Port) เพื่อลดขั้นตอนและต้นทุนการขนส่งทางบก-ทางน้ำ 3.พัฒนาถนนเดิมและก่อสร้างโครงข่ายถนนใหม่เส้นทางอาเซียน (Asean Highway) 4.พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ตามด่านสินค้าชายแดน เช่น Intelligent Transport System (ITS)

 

 

ที่มา : https://www.posttoday.com/aec/scoop/561171