UN/CEFACT & UN/LOCODE โอกาสหรืออุปสรรคของผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทยในยุค 4.0

September 14,2018

            ปัจจุบันโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุค4.0ยุคที่เทคโนโลยีและดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในทุกๆ ธุรกิจ ทั้งยังเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างแต้มต่อทางการค้า กล่าวคือ ในยุคดิจิทัลนี้ ข้อมูลทุกอย่างจะถูกส่งต่อกันแบบทันทีทันใด (Real time) มีการเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างกว้างขวาง ธุรกิจแข่งขันกันด้วยความเร็วและความถูกต้องเป็นหลัก ตลอดทั้งซัพพลายเชน ตั้งแต่ต้นน้ำ จนถึงปลายน้ำ จะต้องมีการเชื่อมโยงและส่งผ่านข้อมูลร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างโอกาสและความได้เปรียบทางการค้าให้เกิดขึ้น

            สำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ในปัจจุบัน ได้พัฒนาการให้บริการไปสู่ Door to Door Services โดยขยายขอบเขตครอบคลุมทั้งEnd to End Supply Chainดังนั้น ความถูกต้อง แม่นยำ ความโปร่งใส และการตรวจสอบสถานะของสินค้าได้ จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า รวมถึงเพิ่มมูลค่าให้กับการบริการ การบริหารจัดการข้อมูลที่เป็นมาตรฐานสากลจึงเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนกระบวนการดำเนินงาน ตลอดจนสร้างความเป็นมืออาชีพให้กับธุรกิจโลจิสติกส์ได้ จากเครือข่ายการให้บริการที่มีประสิทธิภาพครอบคลุมทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับมาตรฐานธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

            

ภารกิจและการดำเนินงานของUN/CEFACTและผลกระทบต่อผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย

 

องค์กรสหประชาชาติกำหนดให้ คณะกรรมธิการด้านเศรษฐกิจเพื่อยุโรปขององค์การสหประชาชาติ (United Nations Economic Commission for Europe, UNECE) จัดตั้งศูนย์อำนวยความสะดวกทางการค้าและธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ขึ้น (United Nations Centre for Trade Facilitation and Electronic Business , UN/CEFACT) เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการกำหนดข้อเสนอแนะและมาตรฐานธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อส่งเสริมให้กระบวนการโลจิสติกส์ เติบโตขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายและลดเวลา โดย UN/CEFACT จะมีหน้าที่ในการศึกษามาตรฐานในเชิงการค้า และรายงานตรงต่อ UNECE เพื่อพิจารณารับรองและประกาศให้เป็นมาตรฐานสากลที่เรียกว่า UNECE Recommendation ซึ่งปัจจุบันมีมาตรฐานที่ UNECE ได้ประกาศออกมาแล้วเป็น UNECE Recommendation จำนวนทั้งสิ้น 33 ข้อ

 

 

ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะมาตรฐานสำหรับการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ UNECE Recommendation ทั้ง 33 ข้อนั้น เป็นมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการค้าการส่งออกโดยพบว่า ประเทศไทยได้นำข้อเสนอแนะดังกล่าวมาใช้ในทางการค้าอยู่แล้ว เช่น Incoterms (Rec No.5) ,  รหัสประเทศ(Rec No.3),  มาตรฐานการกำหนดวัน เวลา(Rec. No.7) ,รหัสสกุลเงิน (Rec No.9),ข้อกำหนดตำแหน่งของเอกสารสำหรับเอกสารใบส่งของ(Rec No.6) ฯลฯ แต่ในขณะเดียวกันก็พบว่ามีอีกหลายมาตรฐานที่ประเทศไทยยังอยู่ระหว่างการศึกษา เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ เช่น กฏหมายที่เกี่ยวกับการใช้ลายมือชื่อทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อลดการใช้กระดาษ (Rec. No.14) หรือ ต้นแบบการทำสัญญาทางอิเล็กทรอนิกส์ในธุรกิจ E-Commerce (Rec No.31) เป็นต้น และในส่วนของผู้ให้บริการโลจิสติกส์ของไทยนั้น ได้มีการนำมาตรฐานUNECE Recommendation มาใช้ในการดำเนินธุรกิจโดยนำมาใช้เป็นมาตรฐานข้อมูลที่ระบุในเอกสารทางการค้า เช่น เอกสาร Bill of Lading (B/L) ซึ่งมีการนำมาตรฐานข้อเสนอแนะUN/CEFACT มาใช้ในการกรอกรายละเอียด

จากภาพเอกสารB/L ของผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ได้กำหนดรูปแบบการกรอกข้อมูลในเอกสาร โดยอ้างอิงตามมาตรฐานข้อแนะนำของ UNECE Recommendation อาทิ Country Code, Currency Code, Package Code, Unit of measurement , Standard date/time ,Shipping Mark และ UN/LOCODEซึ่งการกรอกรายละเอียดลงในแบบฟอร์มดังกล่าวนั้น หากผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทยสามารถกรอกรายละเอียดต่างๆ ครบถ้วนสอดคล้องตามมาตรฐานที่สากลกำหนด จะทำให้การส่งเอกสารดังกล่าวไปยังหน่วยงานภายนอก หรือแม้แต่การส่งผ่านไปในระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็จะมีความเข้าใจที่ถูกต้อง ตรงกัน และลดข้อผิดพลาดในการส่งข้อมูล เนื่องจากข้อมูลต่างๆ อ้างอิงตามมาตรฐานที่เป็นสากล  ซึ่งส่งผลให้กระบวนการค้าและการส่งออกเกิดประสิทธิภาพและช่วยลดต้นทุน จะเห็นได้ว่า มาตรฐานของ UN/CEFACT สามารถช่วยสร้างแต้มต่อในทางการค้าให้กับประเทศที่ปฏิบัติตามมาตรฐานดังกล่าวได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอนาคตรูปแบบการทำธุรกิจจะใช้ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น การแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นมาตรฐานเดียวกันและเป็นสากล จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ประกอบการในทุกธุรกิจจะต้องศึกษา และในทำนองเดียวกันหากผู้ประกอบการประเทศใดไม่สามารถปรับรูปแบบธุรกิจของตนให้สอดคล้องกับรูปแบบที่เป็นมาตรฐานสากลได้ ดังนั้นเมื่อประเทศคู่ค้านำมาตรฐานดังกล่าวมากำหนดให้เป็นมาตรการ หรือข้อกำหนดในทางการค้า ท้ายที่สุดประเทศที่ไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานดังกล่าวได้ ก็จะหลุดจากวงธุรกิจ และเสียโอกาสทางการค้าในที่สุด

 

บทบาทของมาตรฐานUN/LOCODEต่อผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย 

            ตั้งแต่ปี 2003UNECEได้ประกาศรับรอง UNECERecommendationต่างๆ โดยหนึ่งในมาตรฐานที่มีความสำคัญ และช่วยให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านระบบ National  Single Window (NSW) เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาครัฐ-ภาครัฐ (Government to Government: G2G) , ภาครัฐ – ภาคธุรกิจ (Government to Business : G2B) และ ระหว่างภาคธุรกิจด้วยกัน (Business to Business : B2B)สอดคล้องกับแนวทางหลักมาตรฐานสากล คือ Rec No. 16 UN/LOCODE : Code for Trade and Transport Locationหรือ รหัสสถานที่ซึ่งกำหนดเป็นรหัส 5 หลักที่ใช้เพื่อกำหนดที่ตั้งทางการค้า ในกรณีที่จำเป็นต้องแสดงด้วยรูปแบบรหัสสำหรับเรียกชื่อท่าเรือ ท่าอากาศยาน สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง สถานีขนส่ง และสถานที่อื่นๆ ที่เป็นจุดที่รับ-ส่งสินค้า โดยรหัส 2 หลักแรกคือรหัสประเทศ ซึ่งประเทศไทยคือ “TH” และรหัส 3 หลักต่อมา คือรหัสกำหนดสถานที่นั้นๆ ทั้งนี้ UN/LOCODE  มีบทบาทในการสนับสนุนการค้า และลดต้นทุนของผู้ประกอบการได้ เช่น กรณีของประเทศจีน มีท่าเรือลูเกาซึ่งเป็นท่าเรือ ณ มณฑล เจียงซู ทางฝั่งตะวันออกของจีน โดยท่าเรือดังกล่าวมีปริมาณตู้สินค้าเข้าออกเฉลี่ย300,000 TEUs ต่อปี  แต่เนื่องจากท่าเรือลูเกานั้น ไม่ได้ขึ้นทะเบียน UN/LOCODE ดังนั้นเมื่อสินค้าตู้คอนเทนเนอร์จะขนส่งมายังท่าเรือลูเกา จะต้องนำสินค้านำเข้าที่ท่าเรือเซียงไฮ้แทน เนื่องจากท่าเรือเซี่ยงไฮ้ได้มีการขึ้นทะเบียน UN/LOCODE  กับ UNECE เรียบร้อยแล้ว ซึ่งสายเรือจะทราบพิกัดสถานที่ของท่าเรือเซี่ยงไฮ้  โดยสายเรือจะนำตู้สินค้ามาลงที่ท่าเรือเซี่ยงไฮ้และผู้นำเข้าจีน จะต้องนำรถหัวลากมาลากตู้คอนเทนเนอร์จากท่าเรือเซี่ยงไฮ้ไปยังท่าเรือลูเกา ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเพิ่มประมาณ 4,000หยวนต่อปี ส่งผลทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ด้านการขนส่งของผู้ประกอบการสูงขึ้น ซึ่งต่อมาจีนจึงได้ผลักดันให้มีการขึ้นทะเบียน UN/LOCODE  ของท่าเรือลูเกาให้เป็นท่าเรือสากล และขึ้นทะเบียนกับ UNECE  ซึ่งการขึ้นทะเบียนดังกล่าว จะเป็นเสมือนการแจ้งพิกัดท่าเรือลูเกาให้ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ  สายเรือจะทราบพิกัดของท่าเรือลูเกา และสามารถนำตู้คอนเทนเนอร์เข้ามาส่งสินค้าที่ท่าเรือลูเกาได้ เพียงแค่กำหนดรหัส UN/LOCODE ของท่าเรือลูเกา เป็นสถานที่ปลายทางในเอกสารการขนส่ง ข้อดี คือ ทำให้ค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าลดลงเฉลี่ย4,000หยวน แสดงให้เห็นว่าการขึ้นทะเบียนรหัสสถานที่ มีส่วนช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์โดยรวมของผู้ประกอบการลดลง และยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งอีกด้วย 

            สำหรับประเทศไทย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจาก คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา (Permanent Mission of Thailand to the United Nations Office and other International Organizations in Geneva) ให้ทำหน้าที่เป็น National Focal Point ในการดูแลรหัสสถานที่เพื่อการค้าและการขนส่ง (UN/LOCODE) ของประเทศไทย โดยกลไกในการดำเนินงานของ สพธอ. ในการพิจารณามาตรฐานUN/LOCODE สำหรับประเทศไทยนั้น สพธอ. ได้แต่งตั้งคณะทำงานจำนวน 3 คณะ คือคณะทำงานด้านการขนส่งทางน้ำ ซึ่งมีกรมเจ้าท่าเป็นประธานฯ ,คณะทำงานด้านการขนส่งทางอากาศ ซึ่งมีสำนักงานการบินพลเรือแห่งประเทศไทย เป็นประธานฯ และ คณะทำงานด้านการขนส่งทางบก โดยมีกรมศุลกากร เป็นประธานฯ ซึ่งแต่ละคณะทำงานฯ จะมีหน้าที่ในการพิจารณา และกำหนดรหัส UN/LOCODE สำหรับแต่ละโหมดของการขนส่ง และนำเสนอไปให้สพธอ. พิจารณารับรองรหัส UN/LOCODEดังกล่าว และนำไปลงทะเบียนกับสำนักเลขาธิการคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยุโรปแห่งสหประชาชาติต่อไป

ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่  25 พ.ค. 2561 พบว่า สพธอ. ได้มีการประกาศรับรองรหัสสถานที่ UN/LOCODEสำหรับประเทศไทยจำนวนทั้งสิ้น 203 รหัสและมีจำนวนรหัสที่ได้รับรองสถานะเป็นAA (Approved by competent national government agency) คือสถานะที่ผ่านการรับรองจาก สพธอ. แล้ว และสามารถนำไปใช้อ้างอิงในเอกสาร และการส่งข้อมูลต่างๆ ระหว่างกันได้ ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 84 รายการ ส่วนรหัสการรับรองสถานะอื่นๆ ที่ปรากฏในตาราง UN/LOCODE  เช่น AI (Code adopted by international Organization (IATA or ECLAC)) หรือรหัสที่รับรองโดยองค์การนานาชาติอื่นๆ อาทิ IATA หรือ ECLAC , RL (Recognized location – Existence and representation of location name confirmed by check against nominated gazetteer or other reference work) คือสถานะสถานที่ที่มีคนรู้จัก แต่ยังไม่ได้ทำการ ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานที่ดูแล , RQ (Request under consideration) หรือสถานะของรหัสสถานที่ ที่อยู่ระหว่างขอรับการพิจารณา และ QQ (Original entry not verified since date indicated) คือ สถานะที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ ณ วันที่มีการกำหนด ซึ่งรหัสสถานะ AI, RL, RQ และ QQ เหล่านี้ยังไม่ผ่านการพิจารณา  และรับรองอย่างเป็นทางการจาก สพธอ. ดังนั้นไม่ควรนำไปใช้อ้างอิงในเอกสารการค้าสากล เนื่องจากอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน และผิดพลาดได้

 

แนวทางการส่งเสริมผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไปสู่มาตรฐาน UN/LOCODE

            ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในฐานะที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการค้า การส่งออกของไทย และขับเคลื่อนกระบวนการโลจิสติกส์ของการขนส่งให้กับผู้ประกอบการ จะได้รับประโยชน์โดยตรงจาก รหัส UN/LOCODEจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาความผิดพลาดในการใช้ภาษา และการสะกดคำในการสื่อสารที่อาจส่งผลในการจัดส่งสินค้า เช่น ระบุพิกัดสถานที่ส่งมอบสินค้าผิดพลาด ส่งมอบสินค้านอกจุดที่กำหนด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อต้นทุนโลจิสติกส์ทั้งสิ้น นอกจากนี้ การกำหนดรหัส UN/LOCODE ยังเป็นการระบุตัวตนของสถานที่ในประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ซึ่งจะช่วยชี้ชัดตำแหน่งของการส่งมอบสินค้า และทำให้เทอมการค้าตาม Incotermมีความชัดเจนมากขึ้น รวมถึงทำให้การทำธุรกรรมในเรื่องสัญญาประกันภัยสามารถชี้ชัดและมีขอบเขตความรับผิดชอบที่ชัดเจนยิ่งขึ้นอันจะช่วยลดข้อโต้แย้งที่อาจเกิดขึ้นในภายหลังได้

นอกจากนี้ ปัจจุบันการค้ารูปแบบใหม่ได้พัฒนาไปสู่การเป็น E-Trading เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนากิจกรรมกระบวนการทางการค้าและการขนส่งให้เปลี่ยนแปลงไปสู่รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทยจึงต้องปรับตัวโดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยในการบริหารงาน การส่งข้อมูล และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภายใน และหน่วยงานภายนอก ประกอบกับในอนาคตการดำเนินธุรกิจมีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยนคู่แข่งมาเป็นคู่ค้า หรือพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในการบริการ และเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการดำเนินงาน ดังนั้นแนวทางในการยกระดับการบริการของผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในยุค 4.0 นั้น หัวใจสำคัญจึงเป็นการสร้างความร่วมมือกันระหว่างเครือข่ายของผู้ให้บริการโลจิสติกส์ให้ครอบคลุม ทั้งในและต่างประเทศ โดยจะต้องส่งเสริมให้มีการสร้างแพลตฟอร์มการทำงานที่เป็นมาตรฐานร่วมกัน เพื่อเชื่อมโยงเข้ากับแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เป็นมาตรฐานสากลได้  

การผลักดันUN/LOCODEของไทย โดยเฉพาะที่เป็นจุดขนถ่ายสินค้าสาธารณะที่ครอบคลุมกระบวนการการค้าตลอดทั้งซัพพลายเชน เพื่อให้เป็นมาตรฐานในแพลตฟอร์มของสากล ไม่เพียงแต่จะช่วยให้การส่งข้อมูลมีความถูกต้องตรงกันแล้ว ยังช่วยสร้างตัวตนของสถานที่ขนส่งภายในประเทศไทยให้เป็นจุดที่สามารถดำเนินการในกระบวนการขนส่งและโลจิสติกส์ที่เป็นระดับสากลได้  และหากมีการเก็บข้อมูลเชิงสถิติที่เพียงพอ เช่น ชนิดและปริมาณสินค้าที่มีการส่งมอบในพิกัดของ UN/LOCODE แต่ละแห่ง สถิติดังกล่าวจะสามารถนำไปต่อยอดในการวิเคราะห์เพื่อช่วยในการวางแผน และกำหนดนโยบายในการส่งเสริมของภาครัฐเพื่อพัฒนาโลจิสติกส์ในภาพรวมของประเทศในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป