Talk with Logistician

July 10,2018

บทสัมภาษณ์ คุณสัญญวิทย์  เศรษฐโภคิน

นายกสมาคมขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ไทย

สถานการณ์ธุรกิจขนส่งไทยยุค 4.0

        ปัจจุบันการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านระบบออนไลน์ได้รับความนิยมมากขึ้น ทำให้ผู้ทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับระบบการขนส่ง ต้องเร่งปรับตัวเพราะถือเป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และเพื่อรองรับรูปแบบการค้าปลีกที่เปลี่ยนไปที่มีผลให้อำนาจในการตัดสินใจอยู่ในมือของผู้บริโภคมากขึ้น รวมถึงความหลากหลายและความสะดวกของการเข้าถึงสินค้าและบริการอันสอดคล้องกับการเติบโตของระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) ที่นำไปสู่การขยายโอกาสมหาศาลของธุรกิจโลจิสติกส์ที่สามารถให้บริการแบบครบวงจร ต่างจากระบบการขนส่งเดิมที่ขนส่งสินค้ามาเก็บเข้าคลังจากจุดต่อจุด (Point-to-point) หรือมารวมที่ศูนย์ (HUB) แล้วจึงกระจายสินค้า มาเป็นการขนส่งโดยตรงถึงมือลูกค้ารายย่อยตามคำสั่งซื้อ (Order) ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงต้องพัฒนาความรู้ เพื่อให้มี ความเข้าใจในการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับกิจการ ไปจนถึง การสร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการที่ให้บริการขนส่งด้วยกันเอง

        นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก โดยให้ความสำคัญในการรักษาสภาพสินค้าให้ส่งถึงจุดหมายปลายทางโดยที่คุณภาพของสินค้าต้องไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีการปนเปื้อน ไม่มีการสูญหาย และตรงต่อเวลา เพื่อแสดงถึงความเป็นมืออาชีพตามมาตรฐาน รวมถึงการปฏิบัติงานตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามข้อตกลง และกฎหมาย

ต้นทุนขนส่ง – รายย่อยแข่งขันลำบาก

        ปัญหาต้นทุนในการขนส่งเกิดจากหลายปัจจัย  อาทิ พลังงานเชื้อเพลิงที่ผันผวน แรงงานขาดแคลน ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นในทุกประเทศ แต่เมื่อเผชิญกับมาตรการควบคุมจากภาครัฐ ทำให้ไม่สามารถปรับราคาค่าขนส่งในการให้บริการขึ้นสูงตามต้นทุนได้ ส่งผลกระทบกับการแข่งขันในธุรกิจการขนส่งสินค้า  ภาครัฐเองยังมีมาตรการควบคุมอื่นๆ ออกมามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการที่กรมการขนส่งทางบกได้มีการกำหนด และควบคุมมาตรฐานในการดำเนินงาน มีการติดตั้ง GPS Tracker เพื่อติดตามและบอกตำแหน่งของรถขนส่งสินค้า มีเทคโนโลยี RFID เพื่อใช้ Tag สินค้าและเพิ่มความสะดวกในการกระจายสินค้า ถือว่าเป็นต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้น

        เนื่องจากธุรกิจขนส่งไทยส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายย่อย ดำเนินธุรกิจแบบครอบครัว ไม่ได้ออกแบบมารองรับธุรกิจแบบครบวงจร ตรงกันข้ามกับผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งหลักๆเป็นชาวต่างชาติ และมีกลยุทธ์ในการแข่งขันทางด้านราคามาเป็นอันดับแรก จึง ได้เปรียบในการดึงดูดลูกค้ามาใช้บริการ

 

การปรับตัวทางธุรกิจ เพื่อความอยู่รอด

          ธุรกิจโลจิสติกส์ในปัจจุบันนี้ ได้พัฒนาและมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคดิจิทัล ผู้ประกอบการขนส่งไทยต่างก็ต้องพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพมากพอที่จะสามารถรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดไว้ได้  ตลาดโลจิสติกส์ของไทยในปัจจุบันมีขนาดกว้างมาก ทำให้ผู้ประกอบการขนส่งในประเทศไทยมีโอกาสน้อยมากที่จะมีการช่วงชิงลูกค้าและแข่งขันกันเอง เพราะต่างก็มีกลุ่มลูกค้าเป็นของตัวเอง เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นกิจการขนาดเล็ก (Fragmented Industry) มีการรวมตัวกันอย่างหลวมๆ เป็นรูปแบบครอบครัว มีความคล่องตัว และมีความยืดหยุ่นสูง อีกทั้งยังมีการปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับความอยู่รอด ด้วยการใช้ความสามารถต่างๆ ในการรักษาฐานลูกค้า เช่น การลงมือทำเองหมดทุกขั้นตอนซึ่งถือเป็นการช่วยลดต้นทุนได้

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวเพื่อรองรับการแข่งขันกับบริษัทขนส่งรายใหญ่ และบริษัทต่างชาติที่ให้บริการแบบครบวงจร มีมาตรฐานครบทุกความปลอดภัย ที่สามารถควบคุมการทำงานตามมาตรการของภาครัฐ จึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยง ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงมีความจำเป็นต้องหาเทคโนโลยีที่สามารถรองรับและบริหารจัดการระบบการขนส่ง ในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามหาช่องทางและระบบโลจิสติกส์ที่เหมาะสมกับตัวเองให้มากที่สุด เพื่อให้การขนส่งในแต่ละครั้งมีต้นทุนที่ต่ำที่สุด และได้ผลกำไรกลับมามากที่สุด

เนื่องจากผู้ประกอบการไทยมีความเชี่ยวชาญและชำนาญการในพื้นที่ มีความเข้าใจกฎระเบียบและวัฒนธรรมท้องถิ่น ดีกว่าคู่แข่งชาวต่างชาติ รวมถึงความเข้าใจโลจิสติกส์เป็นอย่างดี จึงเป็นจุดแข็งที่เป็นส่วนช่วยให้ผู้ประกอบการไทยได้เปรียบผู้ประกอบการต่างชาติ ซึ่งสมาคมขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ไทยเองได้ให้ความรู้กับสมาชิกในกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งไทยอยู่เสมอ    

ขณะเดียวกัน เมื่อผู้ประกอบการขนส่งไทยมีแนวทางในการดำเนินงานร่วมกับภาครัฐ เพื่อร่วมกันสนับสนุน E-Logistics มาประยุกต์ใช้ในกิจการ ทั้งข้อมูลข่าวสารระหว่างผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ ทำให้สามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์ให้เกิดประโยชน์ร่วมกันได้ ทำให้เกิดการบริหารจัดการข้อมูลแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งหลักๆ ใช้ดำเนินการในระบบคำนวณเส้นทางการขนส่ง ระบบการจัดเที่ยวรถบรรทุก รวมถึงระบบการวิเคราะห์ข้อมูลภายนอกองค์กร (External Data) หรือพันธมิตร ประกอบด้วย สภาพการจราจร ราคาน้ำมัน ข้อมูลในการจัดส่งสินค้า รวมถึงระบบสารสนเทศครอบคลุมการวางแผนการขนส่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และทำให้ธุรกิจนั้นมีศักยภาพมากยิ่งขึ้น นำมาซึ่งความพึงพอใจและตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด

 

เมื่อผู้ประกอบการขนส่งต่างชาติรุกไทย

          สิ่งที่เกิดขึ้นจากการที่ผู้ประกอบการขนส่งต่างชาติรุกไทยนั้น มีผลกระทบหลายแง่มุมด้วยกัน เพราะการขนส่งเป็นส่วนหนึ่งของโลจิสติกส์ เป็นธุรกิจบริการที่มีมูลค่าในตัวเอง จึงเป็นธุรกิจที่ช่วยสนับสนุนการค้า “ในเมื่อมีการค้าจึงมีโลจิสติกส์” การค้าในบ้านเราเป็นรูปแบบเปิด และกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ต่างชาติสามารถเข้ามาทำการค้าขาย และตั้งโรงงานผลิตสินค้าในประเทศไทย จึงเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ต่างชาติมีโอกาสตามติดเข้ามาด้วย

เมื่อ E-Commerce ได้เข้ามามีบทบาทในการดำเนินธุรกิจมากขึ้นควบคู่ไปกับการที่
ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ต่างชาติมีกลยุทธ์ในการให้บริการลูกค้าได้ในปริมาณมากและรวดเร็ว เพื่อขยายสัดส่วนของธุรกิจมากกว่าการหวังผลกำไร อันส่งผลกระทบกับธุรกิจขนส่งไทยรายย่อยที่ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะแข่งขันได้ ทั้งนี้ แนวโน้มการขนส่งแบบ Door-to-Door มีแต่จะเพิ่มปริมาณขึ้น แต่กลับกลายเป็นผลดีกับผู้ประกอบการขนส่งต่างชาติที่มีข้อได้เปรียบด้านระบบการบริหารจัดการที่ครบวงจรและครอบคลุมกว่า

โดยจะเห็นได้จากที่ผู้ประกอบการต่างชาติ เริ่มต้นเข้ามาดำเนินกิจการในช่วงแรกจะอยู่ในสภาวะขาดทุนมาหลายปี และถ้าไม่มีเงินทุนที่มากพอก็ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ต่อเนื่อง ซึ่งหากอาศัยว่า เมื่อระยะเวลาผ่านไป แล้วสามารถสะสมจำนวนลูกค้าให้เพิ่มมากขึ้นได้นั้น ก็ย่อมทำให้ไดัรับกำไรคืน

ผลจากการยอมขาดทุนในเบื้องต้นที่มีเป้าหมายเพื่อต้องการยึดตลาดในการให้บริการธุรกิจ ทำให้สัดส่วนของธุรกิจเพิ่มขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนไปถึงจุดที่ไม่มีใครสามารถแข่งขันได้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนส่งรายย่อย หรือสถานประกอบการแบบครอบครัวที่มีจำนวนมากในประเทศยังก็ไม่สามารถดำเนินการทดแทนได้

ทำให้เห็นว่า สุดท้ายแล้ว ผู้ประกอบการขนส่งไทยมีจุดอ่อน และยังขาดความสามารถในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงวัฒนธรรมขององค์กรไม่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจขนส่งในระดับสากล ในขณะเดียวกันการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยีต่างๆ ของบริษัทขนส่งต่างชาติกลับมีศักยภาพในการรับงานใหญ่ได้มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ผลที่เกิดจาก โลจิสติกส์ 4.0 สร้าง ภาพสะท้อนที่ดีต่อการผลักดันให้ผู้ประกอบการขนส่งไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายย่อยในการรับช่วงต่อหรือเป็น Sub-Contractors ของผู้ประกอบการรายใหญ่ต้องเร่งพัฒนาตัวเองให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและตามเทคโนโลยีปัจจุบันให้ทัน โดยปรับกลยุทธ์ธุรกิจและพัฒนาเทคโนโลยีของตนให้สอดคล้องกับผู้ประกอบการต่างชาติรายใหญ่เพื่อจะไปสู่การเชื่อมโยงกันแบบ Real time ระหว่างบริษัทโลจิสติกส์ทั้งรายใหญ่และรายย่อย อย่างไรก็ดี      ณ เวลานี้ มีเพียงผู้ประกอบการขนส่งไทยบางส่วนเท่านั้นที่สามารถพัฒนาระบบการขนส่งและปรับตัว เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของโลจิสติกส์ 4.0 ได้สำเร็จซึ่งทำให้สามารถคว้าโอกาสทางธุรกิจได้ก่อนใคร