โอกาสทางการค้าและการสร้างเครือข่ายธุรกิจระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

July 10,2018

ดร.ทองอยู่ คงขันธ์

ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย

 

ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็นประธานฯ สมัยที่ 2 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นผู้นำหมายเลข 1 ในวงการผู้ให้บริการขนส่งด้วยรถบรรทุกของไทยได้ให้สัมภาษณ์ถึงบทบาทสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยว่า ปัจจุบันสหพันธ์ฯ มีสมาคมเข้าร่วมเป็นสมาชิกถึง 11 สมาคม ประกอบด้วยผู้ประกอบการนับพันราย ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญขององค์กรที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของระบบโลจิสติกส์ประเทศไทย โดยหน้าที่หลัก คือ การรับฟังและหาแนวทางแก้ไขปัญหาของสมาชิก ทั้งการประสานกับองค์กรภาครัฐ พร้อมกับสร้างโครงข่ายความร่วมมือทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ภายใต้การยึดโยงนโยบายของรัฐกับวิสัยทัศน์ของสหพันธ์ฯ มาปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้ทุกสมาคมมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนร่วมกัน

 

กระแสการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

ดร.ทองอยู่ ได้กล่าวย้อนไปถึงการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่ผ่านมา ซึ่งต้องยอมรับว่า ทั้ง 10 ประเทศมีความแตกต่างกันหลายด้านทั้งทางกายภาพ ภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม รวมไปถึงความพร้อมสำหรับการประกาศเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่มีประเทศบางกลุ่มยังไม่พร้อม โดยเฉพาะกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) ประเทศกลุ่มที่มีชายแดนติดกับประเทศไทย และกลุ่มของ GMS (Greater Mekong Sub region) หรืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีนตอนใต้

ด้วยความไม่พร้อมทั้งในเรื่องของโครงสร้างทางภาษี ภาวะเศรษฐกิจ ระเบียบข้อกฎหมายที่ยังไม่เป็นสากล จึงเป็นอุปสรรคต่อการประชาสัมพันธ์ให้ทั่วโลกรับรู้ ทั้งนี้ ยังส่งผลให้การค้าชายแดนยังไม่เติบโตตามเป้าหมาย สืบเนื่องจากประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับกติกาข้อตกลง ทั้งทวิภาคี หรือพหุภาคีต่างๆ ระหว่างประเทศ ก็ยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งหากมองในแง่ของภาพรวมเศรษฐกิจ จะเห็นว่า ควรแบ่งกลุ่มประเทศการพัฒนาออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรก คือ CLMV ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องพัฒนาให้เร็วที่สุด กลุ่มสอง คือ จีนตอนใต้และจีนฝั่งตะวันตก หนานหนิง กว่างสี กลุ่มที่จะทำให้การค้าในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขงเติบโตขึ้น โดยทั้งสองเส้นทางการค้าที่เชื่อมโยงกันนี้ จะส่งผลให้การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผลจากการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาค และความร่วมมือระดับอนุภูมิภาคอื่น ๆ อาทิ กรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) และข้อตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศลุ่มแม่น้ำอิระวะดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการพัฒนาพื้นที่เขตการค้าและการลงทุนเพื่อเป็นประตูรองรับการเชื่อมโยงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ในรูปแบบการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ อันประกอบด้วย 5 จังหวัด ได้แก่ ตราด ตาก มุกดาหาร สระแก้ว และสงขลา

 

การพัฒนา 5 เขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อรองรับโอกาสทางการค้า

ดร.ทองอยู่ ได้กล่าวถึง 5 เขตเศรษฐกิจพิเศษ 5 ด่านศุลกากรนั้น มีการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยรับเป็นเจ้าภาพในการดูแล 3 ด่าน คือ 1.ด่านแม่สอด จังหวัดตาก 2. ด่านสะเดา ปาดังเบซาร์ จังหวัดสงขลา 3. ด่านอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งแต่ละด่านมีความแตกต่างกัน เมื่อการค้าชายแดนเติบโตขึ้น พบว่า ด่านแม่สอดจังหวัดตาก มีความก้าวหน้ามากที่สุด เนื่องจากการค้าชายแดนระหว่างแม่สอดกับพม่า มีการเติบโตค่อนข้างมาก พร้อมกับการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 ที่แล้วเสร็จพร้อมอำนวยความสะดวกและรองรับปริมาณการขนส่งสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น

ด่านสะเดา ปาดังเบซาร์ ซึ่งมีพื้นที่ 1,600 ไร่ และมีด่านศุลกากรที่มีความมั่นคงอยู่แล้ว จะเป็นด่านที่แยกการขนส่งสินค้าและคนออกจากกัน ส่วนใหญ่เป็นการขนส่งทางราง จำนวนกว่า 1.2 แสนตู้ต่อปี ทั้งนี้ มีการพัฒนาแนวตะเข็บชายแดนร่วมกันแบบบูรณาการระหว่าง 3 หน่วยงาน คือ อบจ. สงขลา กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท ทำให้สามารถเพิ่มด่านสินค้าถาวรหรือชั่วคราวขึ้นได้

ด่านอรัญประเทศ ใน 2 จุด จุดแรก คือ หนองเอี่ยน หนองเอี่ยนขณะนี้มีการตัดถนน ตรงจากถนน 304 ไปด่านอรัญประเทศ ซึ่งตอนนี้ได้เริ่มดำเนินการแล้วและมีความก้าวหน้าไปในระดับหนึ่ง จุดที่สอง คือ บ่อไร่ เป็นเส้นทางแนวตะเข็บชายแดน มีความได้เปรียบด้านการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ มีเส้นทางรถไฟที่เชื่อมต่อสีหนุ ของกัมพูชา และพนมเปญ

ทั้ง 3 ด่าน แม่สอดมีการพัฒนาเกิน 50% ส่วนปาดังเบซาร์และด่านอรัญประเทศอยู่ที่ 30%

ส่วนด่านชายแดนบ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราดที่จะเชื่อมไปยังเกาะกง ทางหลวงหมายเลข R48  เพื่อไป พนมเปญประมาณ 400 กิโลเมตร จะขยายถนนจาก 2 เลน เป็น 4 เลน พร้อมสร้างท่าเรือรองรับการเชื่อมกับฝั่งเกาะกง หรือแหลมฉบัง

 

การลดข้อจำกัดในการนำเข้าส่งออก

ถึงแม้ภาพรวมประเทศไทยจะมีช่องทางในการขนส่งที่ดีหรือเขตพื้นที่เศรษฐกิจที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่อุปสรรคหรือข้อจำกัดก็ยังมีอยู่ในเรื่องของการนำเข้าส่งออก ซึ่งสิ่งที่จะช่วยในการลดปัญหา คือ ประเทศไทยต้องเปิดช่องทางส่งสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านให้รวดเร็วขึ้น ลดข้อจำกัดให้น้อยลง เช่น การเปิด Gate way ตามด่านชายแดนต้องปล่อยสินค้าให้รวดเร็วขึ้น การแก้ไขกติกาของรัฐให้เอื้ออำนวยแก่ผู้นำเข้าและผู้ส่งออกให้เชื่อมโยงกัน การจัดการจราจรในด่านต่างๆ การมีส่วนร่วมของคน หรือองค์กรปกครองในท้องถิ่น เป็นต้น

นอกจากนี้ หน่วยงานของรัฐควรจะทำงานแบบบูรณาการ (Single Window) ซึ่งประเทศไทยต้องสร้างด่านชายแดนให้เหมือนกับท่าเรือที่มี Gate way ที่สามารถระบายสินค้าออกได้อย่างรวดเร็ว การเดินเอกสารผ่านด่านในจุดเดียว เพื่อลดระยะเวลาในการผ่านด่าน รวมถึงการมีเส้นทางในการขนส่งที่ดีและรวดเร็ว โดยเส้นทางการขนส่งที่ทำได้เร็วก็คือการสร้างเส้นทางสายใหม่ขึ้นมา เช่น ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง เป็นต้น

 

การสร้างเครือข่ายธุรกิจระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

          สืบเนื่องจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน AEC  มาจนถึงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในประเทศไทย ทำให้การค้าชายแดนของประเทศไทยมีการเติบโตมากขึ้น ผู้ประกอบการขนส่งในประเทศไทยควรต้องปรับตัวรองรับการขยายการค้า ซึ่งการสร้างเครือข่ายพันธมิตรระหว่างผู้ให้บริการขนส่งไทยกับประเทศเพื่อนบ้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยสามารถกระทำได้ 3 ระดับ ได้แก่ ผู้ประกอบการขนส่งรายใหญ่ ผู้ประกอบการขนส่งรายกลาง และผู้ประกอบการขนส่งรายเล็ก

                             

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ผู้ประกอบการไทยมีจุดแข็งด้านการมีประสบการณ์ในพื้นที่ การสร้างเครือข่ายพันธมิตรด้านธุรกิจ การมีสายสัมพันธ์อันดีระหว่างคู่ค้าในประเทศต่างๆ แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน คือ การสร้างมาตรฐานองค์กรไปสู่ระดับสากล ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยสร้างระบบการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างคู่ค้า การเพิ่มช่องทางจัดส่งสินค้าที่หลากหลายและเหมาะสมกับการกระจายสินค้าในแต่ละพื้นที่ การพัฒนาด้านแรงงานให้มีศักยภาพ การบริหารที่เป็นเลิศทางด้านต้นทุนในการขนส่งสินค้า และการสร้างมาตรฐานต่างๆ ในการขนส่งสินค้า