ยุทธศาสตร์โลจิสติกส์กับการก้าวสู่ผู้นำการค้าตลาดอาเซียน

October 4,2018

บทนำ

สถานการณ์การค้าโลกยังคงมีความผันผวนด้วยประเด็นปัญหาระหว่างประเทศ อาทิ ปัญหาเงินเฟ้อระดับรุนแรงของเวเนซุเอลาและตุรกี ซึ่งได้รับผลกระทบจากกรณีการขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ทว่าสำหรับปัญหาของทั้งสองประเทศนี้อาจดูห่างไกลและไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยมากนัก ในขณะที่ปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ประเทศมหาอำนาจทั้งสองฟากที่ผลัดกันตอบโต้กันไปมา มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อโซ่อุปทานโลกในวงกว้าง นำไปสู่การย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียนเพื่อหนีกำแพงภาษี โดยเฉพาะการประกาศนโยบายกำแพงภาษี เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2561ที่ผ่านมา มีการขึ้นภาษีรอบที่สามของสหรัฐอเมริกาต่อประเทศจีน มูลค่ากว่า 6.5 ล้านล้านบาท รัฐบาลจีนจึงได้ตอบโต้ด้วยการตั้งภาษีนำเข้าร้อยละ25 กับสินค้าที่มาจากสหรัฐ ทั้งประเภทเคมีภัณฑ์และเชื้อเพลิงดีเซล ซึ่งมีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อหลายประเทศที่อยู่ในโซ่อุปทานของสินค้าที่ถูกขึ้นภาษีทั้งฟากของสหรัฐอเมริกาและจีน สำหรับประเทศไทยคาดการณ์ผลกระทบในเบื้องต้นอาจไม่รุนแรง แต่อาจมีผลต่อต้นทุนในระยะยาว ดังนั้นการจัดการโลจิสติกส์การค้าเพื่อการส่งออกจึงจำเป็นต้องเฝ้าระวังและปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการควบคุมต้นทุนการผลิตและกระบวนการโลจิสติกส์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมไปถึงบริหารความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากสถานการณ์การค้าโลก หากไม่มีการเฝ้าระวังหรือเตรียมความพร้อม อาจส่งผลกระทบต่อการอยู่รอดของธุรกิจที่อยู่ในโซ่อุปทานของสหรัฐอเมริกาและจีน

 

สถานการณ์โลจิสติกส์การค้าของไทยในเวทีโลก

            สำหรับประเทศไทยถึงแม้จะมีกลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากการตอบโต้จีนโดยสหรัฐอเมริกา แต่ก็ถือว่าเป็นสินค้าที่ไม่ได้เป็นกลุ่มสำคัญหรือมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับมูลค่าและประเภทสินค้าส่งออกของไทย รวมไปถึงประสบการณ์หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540ที่มีการปรับตัวและสร้างระบบกลไกต่างๆ เพื่อควบคุมอย่างเข้มงวดมากขึ้น ประกอบกับสินค้าภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรมของไทย ส่วนใหญ่มีปัจจัยพื้นฐานการผลิตภายในประเทศ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงอยู่ในระดับที่ไม่รุนแรง ในสถานการณ์ของไทยในเวทีโลกที่ยืนยันถึงความแข็งแกร่งของภาคการส่งออก ได้แก่ การปรับตัวของการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี2561 ทั้งข้าว ไก่สดแช่แข็ง ผลไม้และอาหารทะเลแช่แข็งกระป๋องและแปรรูป ส่วน ตลาดนำเข้าสินค้าสำคัญของไทยได้กลายมาเป็นประเทศเพื่อนบ้านในแถบอาเซียน เช่น อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ที่เป็นตลาดขนาดใหญ่ รวมถึงตลาดยุโรปและญี่ปุ่นมีความต้องการสินค้าเกษตรไทยมากขึ้น ความน่าสนใจบนเวทีการค้าโลก คือ ไทยมีโอกาสส่งออกสินค้าหลากหลายกลุ่มได้มากขึ้นให้กับตลาดจีนและสหรัฐฯ จากสงครามการค้าที่มีการขึ้นอัตราภาษีต่อกันจะกลายเป็นผลดีที่ไทยมีโอกาสเพิ่มการส่งออกที่มากขึ้น ทางรัฐบาลจีนได้เปิดช่องทางและเริ่มนำเข้าสินค้าไก่สดจากไทยเป็นสัญญาณที่ดีที่ไทยจะได้ประโยชน์จากสงครามการค้าครั้งนี้ เพียงแต่ไทยต้องเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขันโลจิสติกส์ทั้งต้นทุน ตลอดจนการพัฒนาการค้าให้สอดคล้องกับโลกยุค Internet of Things ซึ่งมีบทบาทเชื่อมโยงการค้าในปัจจุบัน

 

ประเทศไทยกับการก้าวสู่ผู้นำการค้าตลาดอาเซียน

            ตลาดเพื่อนบ้านของประเทศไทยอย่างอาเซียน เป็นกลุ่มการค้าขนาดใหญ่อันดับสามของโลก รองจากสหภาพยุโรป และอเมริกาเหนือ โดยตลอด10 ปีที่ผ่านมาไทยได้ประโยชน์จากการเติบโตของตลาดอาเซียนซึ่งมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรประมาณ 600 ล้านคน มีมูลค่าเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่6 ของโลก และระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมาการลงทุนในตลาดอาเซียนเติบโตขึ้นมากกว่าร้อยละ 24 ต่อปี สำหรับยุคอุตสาหกรรม 4.0 ไทย มาเลเซียและสิงคโปร์ มีการประกาศแนวทางประเทศชัดเจนของการก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรม4.0 และเริ่มปฏิวัติรูปแบบเศรษฐกิจและการดำเนินงานโดยใช้เทคโนโลยีInternet of Things ในการขับเคลื่อนและเปลี่ยนถ่ายภาคอุตสาหกรรมของไทยเพื่อก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางที่ไทยติดกับอยู่กับยุค3.0 เป็นเวลาหลายสิบปี ทั้งนี้คาดการณ์ว่าตลาดอาเซียนจะขยายตัวถึง2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี และในปี 2568 อุตสาหกรรมการผลิตและสินค้าเกษตรของไทยจะเป็นที่ต้องการในตลาดอาเซียน เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิต การเพาะปลูก ระบบโลจิสติกส์ ตลอดจนสภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจที่ส่งเสริมการผลิตสินค้าไทยให้มีคุณภาพมาตรฐานและสามารถกระจายสินค้าจากแหล่งผลิตไปยังตลาดอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

            ผู้บริโภคภายในตลาดอาเซียนมีพฤติกรรมผูกพันกับกิจกรรมออนไลน์สูง สอดคล้องกับการเติบโตของการค้าผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce platform)ที่มีมูลค่าการซื้อขายมากกว่า 5หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และเมื่อพิจารณาสถานการณ์ทั่วโลก พบว่ามีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการเปิดเผยของAmazon.com และ Rakutenสองผู้ค้าบนตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของโลกจากซีกโลกตะวันตกและตะวันออก พบว่า ประชากรมากกว่า 1.66 พันล้านคนทั่วโลกซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์กว่า2.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา และเติบโตขึ้นถึงระดับ 4.48 ล้านล้านเหรียญสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 2021 หรือ พ.ศ. 2564 (CNN, 2018) ด้านประเทศไทยได้รับผลจากการเติบโตของการค้าผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ และส่งผลโดยตรงต่อโอกาสการค้าสินค้าภาคเกษตรและอุตสาหกรรม เนื่องจากสินค้าเกษตรไทยเป็นที่ต้องการจากทั่วโลก ด้วยกระบวนการผลิตที่มีมาตรฐาน และผลผลิตที่ได้คุณภาพ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างหลากหลาย

ในปัจจุบันจีนมี Taobao และ Tmall ซึ่งเป็นศูนย์กลางตลาดการค้าออนไลน์ (E-Marketplace) ของประเทศ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเกษตรเชิงพาณิชย์ เนื่องจากมีข้อตกลงที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับกลุ่มธุรกิจอาลีบาบา กรุ๊ป ที่สนับสนุนการผลักดันสินค้าไทยโดยเฉพาะสินค้าเกษตรกรรมเข้ามาสู่จีน ประกอบกับการพัฒนาและการเติบโตของInternet of Things ทำให้การค้าผ่านรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce platform) สามารถเพิ่มช่องทางการขายให้กับไทยได้มากขึ้น ทั้งนี้เพื่อที่จะให้ไทยก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ปัจจุบันจีนถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ และมีอัตราการขยายตัวของกำลังซื้อจากคนชั้นกลางมากกว่า350 ล้านคน โดยมีมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากทั่วโลกสูงถึง 8ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ และทั้งยังมีแนวโน้มเปิดการค้าเสรีเพิ่มขึ้น

 

ยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ขับเคลื่อนการค้าตลาดอาเซียน

            “ยุทธศาสตร์โลจิสติกส์” เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าและบริการในภูมิภาคอาเซียน ตามแผนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย ฉบับที่ 3 (ปี พ.ศ. 2560 – 2564) โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาเพิ่มมูลค่าระบบโซ่อุปทาน ที่เน้นพัฒนา ยกระดับมาตรฐานระบบการบริหารจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานให้ได้มาตรฐานสากล สนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่ม และสามารถบริหารจัดการตลอดทั้งโซ่อุปทานจนถึงจุดจำหน่ายสินค้าสู่ผู้อุปโภคบริโภคได้ ทั้งนี้โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบธุรกิจตั้งแต่ระดับฟาร์มจนส่งมอบสินค้าเกษตรถึงผู้บริโภค เนื่องจากมีประชากรภาคการเกษตรในประเทศไทยมากกว่า 25 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 35 ของประชากรในประเทศ (กรมส่งเสริมการเกษตร, 2561) สำหรับยุทธศาสตร์ที่ 1 ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์ในการขับเคลื่อน ได้แก่ 

กลยุทธ์ที่1ยกระดับการบริหารกลยุทธ์และโซ่อุปทานภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรมให้ได้มาตรฐานโดยมีหน่วยงานหลักที่กำกับดูแลโซ่อุปทานภาคเกษตร คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงอุตสาหกรรม มีแนวทางมุ่งเน้นการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และภาคเอกชน เพื่อให้เกิดการบูรณาการในทิศทางเดียวกัน โดยมีหน้าที่สำคัญในการยกระดับของไทยไปสู่บทบาทระดับโลกและการเป็นผู้นำตลาดอาเซียน ผ่านภารกิจ เช่น สนับสนุนและพัฒนากระบวนการจัดการผลผลิตในฟาร์ม ตั้งแต่ระดับฟาร์มไปจนถึงการส่งมอบสินค้าสู่ผู้บริโภค (Logistics Management from Farm to Fork) เพื่อให้เกิดการสร้างประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ตั้งแต่ในฟาร์ม โดยควบคุมกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานสากล มีประสิทธิภาพและแข่งขันได้ ตลอดจนนำคุณค่าไปสู่มือผู้บริโภคทั่วโลก เสริมสร้างศักยภาพของภาคเกษตร/เกษตรกร โดยเชื่อมโยงเครือข่ายระบบการผลิต การตลาด การเงิน และภาคการผลิตอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างองค์กรตลอดโซ่อุปทาน เพื่อให้เกิดการบูรณาการด้านข้อมูลผ่านกระบวนการทำงานที่มีการสนับสนุนด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีในการจัดเก็บและบริหารข้อมูล เพื่อนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจทางธุรกิจ และยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานแบบครบวงจร การปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์การเกษตรให้สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันในชุมชน หรือระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อลดความสูญเสีย ลดต้นทุน และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยมีแนวทางสร้างศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์การเกษตรเพื่อใช้ประโยชน์จากการCost Sharing หรือ Sharing Economy ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจสมัยใหม่ในการรวบรวมผู้ประกอบการหรือเกษตรกรจำนวนหนึ่งและใช้ประโยชน์จากปัจจัยพื้นฐานการผลิตร่วมกัน เพื่อลดต้นทุนอย่างมีคุณค่าและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านต้นทุน รวมถึงการผลักดันให้เกษตรกรหันมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร เช่น บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม นอกจากสร้างมูลค่าเพิ่มยังรวมไปถึงการสร้างความแตกต่างอย่างมีคุณค่าและลดข้อกีดกันทางการค้าในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เป็นต้น ดังนั้นกลยุทธ์ที่ 1 เป็นการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ โดยเฉพาะด้านคุณภาพและต้นทุนผ่านการผสมผสานของการบริหารโลจิสติกส์ เทคโนโลยี ตลอดจนการใช้โมเดลธุรกิจสมัยใหม่เพื่อยกระดับเกษตรกรไทยไปสู่เกษตรยุค 4.0

กลยุทธ์ที่2 เชื่อมโยงการค้าสู่รูปแบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce)โดยมีหน่วยงานหลักที่กำกับดูแลและรับผิดชอบ คือ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีหน่วยงานสนับสนุนการทำงาน ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย และภาคเอกชน มีภารกิจหลัก คือ พัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตร ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises : SMEs) ให้สามารถจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนให้ผู้ผลิตสินค้าหรือผู้ประกอบการสามารถเชื่อมโยงการค้าสู่ตลาดออนไลน์ (E-marketplace) ทั้งระดับประเทศและระดับโลก และเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิต ผู้บริโภค            ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าออนไลน์ (E-delivery) ผู้ให้บริการคลังสินค้า (E-fulfillment) รวมถึงระบบ (E-payment) เพื่อรองรับการค้ารูปแบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์อย่างเต็มรูปแบบ กลยุทธ์ที่ 2จึงเป็นการเปิดประตูการค้าสินค้าเกษตรไทยไปสู่ตลาดโลกอย่างมีประสิทธิภาพโดยการใช้ประโยชน์จากInternet of Things รวมไปถึงข้อตกลงระหว่างภาครัฐกับกลุ่มธุรกิจอาลีบาบา กรุ๊ป โดยเฉพาะอย่างยิ่งศูนย์กลางตลาดการค้าออนไลน์ (E-Marketplace) อย่าง Taobao และ Tmall ที่กลุ่มธุรกิจอาลีบาบา กรุ๊ป เป็นเจ้าของ ทั้งนี้การสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าไทยในตลาดการค้าออนไลน์ ควรมุ่งเน้นการสร้างคุณลักษณะ หรืออัตลักษณ์เฉพาะตนสำหรับการขายสินค้าไทย เช่น ตลาดสินค้าออนไลน์เกษตรไทย ตลาดสินค้าออนไลน์หัตถกรรม หรือตลาดสินค้าออนไลน์อุตสาหกรรมไทย เป็นต้น ซึ่งจะทำให้เกิดตลาดการค้าออนไลน์ที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัวและง่ายต่อการบริหารข้อมูลระหว่างผู้ซื้อ ผู้ขาย หรือการทำ กลยุทธ์การตลาดในการประชาสัมพันธ์ โดยตลาดการค้าออนไลน์ที่แตกต่างกันไปตามลักษณะสินค้าหรือประเภทองค์ประกอบต่างๆ ทั้งนี้การพัฒนาของนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตยังเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถทำการตลาดแบบ360 องศาได้อย่างง่ายดายขึ้น เช่น การประชุมออนไลน์ผ่านระบบวิดีโอด้วยโปรแกรมที่สนับสนุนการใช้งานแบบไม่มีค่าใช้จ่าย การโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์ที่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายและเลือกกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจน ขณะเดียวกันภาครัฐได้ส่งเสริมและสร้างความร่วมมือในการพัฒนาตลาดออนไลน์ของไทยผ่านเว็บไซต์http://mwsc.dit.go.th กรมการค้าภายใน โดยมีกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรวิสาหกิจชุมชนได้เข้าไปลงข้อมูลหรือโพสสินค้าของตนเอง รวมถึงการให้ความรู้ด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การทำการตลาดออนไลน์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการเผยแพร่ร้านค้าออนไลน์ที่ได้รับรองความน่าเชื่อถือจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทำให้เกิดการขับเคลื่อนให้เกิดการขยายตัวของมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยรวมและทั้งผู้ประกอบการเกษตร ตลอดจนผู้ประกอบการธุรกิจให้บริการที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าออนไลน์ (E-Delivery) ผู้ให้บริการคลังสินค้าพร้อมจัดส่ง (E-Fulfillment) ซึ่งผู้ให้บริการธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้ง 2 ประเภทเป็นปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญที่ต้องมีการเชื่อมโยงพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับระบบข้อมูลภายในขององค์กร เช่น การนับและตัดจำนวนสินค้าคงคลัง การติดตามการขนส่ง การควบคุมระบบการชำระเงิน รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนและเชื่อมโยงข้อมูลการค้าออนไลน์กับออฟไลน์ของธุรกิจให้มีความเป็นหนึ่งเดียว และทันต่อเหตุการณ์ (Real-Time) แบบ Omnichannelที่ต้องบูรณาการข้อมูลทั้งหมดให้ถูกต้องแม่นยำ ซึ่งช่วยลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นในระบบ เช่น ต้นทุนเสียโอกาส ต้นทุนของเสีย เวลาสูญเปล่า สินค้าสูญหายระหว่างการขนส่ง เป็นต้น โดยภาครัฐยังส่งเสริมให้เกิดการวางแนวทางพัฒนาการขนส่งและกระจายสินค้าด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ด้วยการใช้เทคโนโลยีสร้างศูนย์รวมผู้ให้บริการท้องถิ่น เพื่อก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชนที่มีรถบรรทุกขนาดเล็กรับจ้าง มอเตอร์ไซต์รับจ้าง รถโดยสารประจำทางท้องถิ่นผ่านการเชื่อมโยงกับร้านค้าชุมชนท้องถิ่นให้เป็นศูนย์กลางกระจายสินค้า รับฝากการขนส่งสินค้าให้กับผู้ประกอบการและชุมชน ขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการคลังสินค้าพร้อมจัดส่ง (E-Fulfillment) มีบทบาทสำคัญในการจัดเก็บสินค้า รวบรวม คัดแยกและบรรจุภัณฑ์ เพื่อส่งมอบไปยังลูกค้าของธุรกิจ ดังนั้นการทำงานระหว่างผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ผู้ให้บริการด้านการขนส่ง (E-Delivery) และผู้ให้บริการคลังสินค้าพร้อมจัดส่ง (E-Fulfillment) จะเป็นองค์ประกอบแห่งความสำเร็จในการยกระดับการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันซึ่งกันและกันระหว่างผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (Small & Medium Enterprise: SMEs) เป็นการสร้างความร่วมมือที่นำไปสู่โอกาสในตลาดโลกอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

กลยุทธ์ที่3 พัฒนาศักยภาพผู้ให้บริการโลจิสติกส์ (Logistics Service Provider: LSPs) ให้สามารถแข่งขันได้โดยมีหน่วยงานหลักที่กำกับดูแลและรับผิดชอบ คือ กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงคมนาคม โดยมีหน่วยงานสนับสนุนการทำงาน ได้แก่ กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และภาคเอกชน ภารกิจเพื่อยกระดับและพัฒนาตามแนวทางกลยุทธ์ที่3 มุ่งเน้นไปที่การพัฒนายกระดับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ให้ได้รับการรับรองคุณภาพระดับมาตรฐานสากลเพื่อการันตีคุณภาพการให้บริการโลจิสติกส์ของไทย เช่น การได้รับรอง Authorized Economic Operator (AEO) สำหรับ Customs Brokers รวมไปถึงการส่งเสริมผู้ให้บริการโลจิสติกส์สู่การเป็นผู้ให้บริการแบบครบวงจร โดยภาครัฐได้เร่งการประชาสัมพันธ์ การอบรมสัมมนา และเสวนาเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจกับผู้ประกอบการให้เข้าใจมาตรฐานความปลอดภัยตามกรอบAEOรวมไปถึงการให้บริการคำปรึกษาโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังได้มีการปฏิบัติภารกิจที่2 คือ การสร้างเครือข่ายผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมเพื่อส่งเสริมการลงทุนและสร้างเครือข่ายในอนุภูมิภาค และผลักดันให้ผู้ประกอบการดำเนินการด้านโลจิสติกส์ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green and Safety Logistics) โดยได้จัดอบรมสัมมนาแบบไม่มีค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่องเพื่อประชาสัมพันธ์ สร้างความรู้ความเข้าใจ เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ สร้างเครือข่ายทางธุรกิจเพื่อต่อยอดโอกาสทางธุรกิจและยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการให้มุ่งไปสู่การสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน

 

บทสรุปภาพรวม

ทั้งนี้ยุทธศาสตร์ที่1 การพัฒนาเพิ่มมูลค่าระบบโซ่อุปทานทั้ง 3กลยุทธ์ข้างต้น ได้ถูกกำหนดและออกแบบอย่างชัดเจนเพื่อสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันอย่างครบวงจรให้กับผู้ประกอบการไทยเพื่อชิงความได้เปรียบจากตลาดและยกระดับผู้ประกอบการไทยก้าวเป็นผู้นำในตลาดอาเซียน โดยผู้ประกอบการไทยมีความได้เปรียบด้านปัจจัยการผลิตที่มีครบครัน ทั้งแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญที่เป็นที่ยอมรับ นวัตกรรมทางเทคโนโลยี โรงสร้างพื้นฐานประเทศ การผลิตและการขนส่งที่เพียบพร้อม ท่าเรือน้ำลึกที่พัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่องให้พร้อมเชื่อมโยงการค้ากับนานาชาติ การเพิ่มขีดความสามารถให้มีความยั่งยืน ภาครัฐจึงได้เน้นการเติมเต็มศักยภาพของผู้ประกอบการผ่านการเพิ่มมูลค่าระบบโซ่อุปทานตั้งแต่ระดับฟาร์มไปจนถึงการส่งมอบสินค้าสู่ผู้บริโภค (Logistics Management from Farm to Fork) ซึ่งไทยมีความได้เปรียบในการบริหารจัดการ เนื่องจากผู้ประกอบการในขั้นต่างๆ ของโซ่อุปทานมีอยู่จำนวนมากในประเทศไทย และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ได้ถูกออกแบบและพัฒนาให้เกิดความเชื่อมโยงกัน ทำให้สามารถบริหารจัดการได้แบบบูรณาการ ต่างกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนที่มีข้อจำกัดในเรื่องนี้ ดังนั้นการพัฒนาแบบครบวงจรทั้งโซ่อุปทานจึงเกิดการสร้างความร่วมมือในการยกระดับคุณค่าของผลิตภัณฑ์และบริการ นอกจากนี้การใช้ประโยชน์จากCost Sharing หรือ Sharing Economyยิ่งส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยสามารถควบคุมต้นทุนการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจากเดิมทำได้ในระดับที่แข่งขันได้เป็นอย่างดีและยิ่งทำให้สามารถสร้างต้นทุนการแข่งขันเชิงได้เปรียบอย่างมีประสิทธิภาพ จนกลายเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการแข่งขัน รวมไปถึงการยกระดับคุณค่าตั้งแต่ระดับฟาร์มไปจนถึงการส่งมอบสินค้าสู่ผู้บริโภคสามารถสร้างคุณค่าที่แตกต่างเป็นกลยุทธ์เพื่อให้เหนือกว่าคู่แข่งขันในตลาดอาเซียนได้อย่างเหมาะสม ขณะที่กลยุทธ์ที่ 2 ได้มุ่งเน้นไปที่การสร้างโอกาสจากการเปิดตลาดผ่านการเชื่อมโยงการค้าสู่รูปแบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) ยิ่งทำให้ผู้ประกอบของไทยมีช่องทางการขายสินค้าในวงกว้างและลดขั้นตอนของการตลาดและการขายเป็นผลสะท้อนกลับไปที่การลดต้นทุนการขายและบริหารสินค้าให้ไทยยิ่งสามารถแข็งขั้นเชิงได้เปรียบได้อย่างสมบูรณ์ ขณะที่กลยุทธ์ที่ 3 พัฒนาศักยภาพผู้ให้บริการโลจิสติกส์เป็นการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยมีมาตรฐานและลดข้อกีดกันทางการค้าในรูปแบบที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barrier) เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาด้านโลจิสติกส์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งจะเข้าข่ายกรอบมิติด้านความยั่งยืนที่เป็นมาตรฐานด้านจริยธรรมและคุณธรรมของนานาชาติ ในปัจจุบันมีหน่วยงานจำนวนมากที่เริ่มผลักดันด้านความยั่งยืนและกลายเป็นข้อจำกัดหรือข้อกีดกันทางการค้าอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นการก้าวไปสู่การเป็นธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามกลยุทธ์ที่ 3จะสร้างให้ผู้ประกอบการไทยมีความบริบูรณ์ในด้านความสามารถทางการแข่งขันที่มีความได้เปรียบเนื้อคู่แข่งขันและพาประเทศไทยไปสู่การก้าวเป็นผู้นำตลาดอาเซียนอย่างยั่งยืน