มุมมองโลจิสติกส์ในอนาคต

September 25,2018

 

คุณพงษ์ศักดิ์ พิบูลศักดิ์

กรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

 

          บทความนี้ได้มีโอกาสสัมภาษณ์กูรูในแวดวงโลจิสติกส์ “คุณพงษ์ศักดิ์ พิบูลศักดิ์” ซึ่งเป็นผู้สูงด้วยประสบการณ์ในภาคธุรกิจอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์การค้า ปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ยังเป็นคณะกรรมการและอนุกรรมการด้านโลจิสติกส์ในหน่วยงานสำคัญระดับประเทศอีกมากมาย

            “โลกเปลี่ยน โลจิสติกส์เปลี่ยน!”คุณพงษ์ศักดิ์เปิดบทสนทนาด้วยประโยค Hot Issue ที่ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ต้องตื่นตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ตระหนักถึงอุปสรรคที่เกี่ยวข้องกับการกีดกันทางการค้า รวมถึงข้อตกลงในการนำเข้าสินค้าระหว่างประเทศและระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการเชื่อมโยงธุรกิจสู่การค้าโลก 

            คุณพงษ์ศักดิ์ เน้นความสำคัญของการศึกษาและพัฒนาประตูการค้าชายแดนของประเทศไทย ซึ่งเป็นช่องทางการค้าที่จะส่งผลต่อการค้าระหว่างประเทศและระบบโลจิสติกส์ที่จะเติบโตไปพร้อมกัน ยกตัวอย่างประเทศจีน ซึ่งเปรียบโลจิสติกส์เสมือน “ยันต์แปดทิศ” สร้างความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานให้กับประเทศ โดยล่าสุดจีนเร่งพัฒนาโครงข่ายโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน“One Belt One Road(OBOR)” เส้นทางสายไหมทางบก (Silk Road Economic Belt: SREB) และโครงข่ายเส้นทางมหาสมุทร เรียกว่า “เส้นทางสายไหมทางทะเล” (Maritime Silk Road) ซึ่งทั่วโลกต่างจับตามองถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับจีนและประเทศอื่นที่อยู่บนเส้นทางเหล่านี้

 

OBOR โอกาส อุปสรรค ด้านโลจิสติกส์

     คุณพงษ์ศักดิ์เล็งเห็นโอกาสและประโยชน์ทางการค้าที่ประเทศต่างๆ จะได้รับจากเส้นทาง OBORอย่างมหาศาล โดยเล่าถึงอุปสรรคทางการค้าระหว่างไทยกับจังหวัดมุมไบประเทศอินเดีย ปัจจุบันไทยยังติดปัญหาการเชื่อมโยงโครงข่ายโลจิสติกส์ไปยังฝั่งตะวันตก จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อพัฒนาสู่การเชื่อมโยงทางกายภาพ (LandLink) ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อเขตเศรษฐกิจด้วยการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ(Multimodal Transport)

และสิ่งที่ตามมาอีกประการ คือ ผู้ประกอบการเองเรียกร้องให้มีท่าเรือที่มีศักยภาพทัดเทียมฝั่งในแถบตะวันออกเพื่อจะเชื่อมโยงประตูการค้าไปยังนานาชาติได้

 

การเปลี่ยนแปลงสู่อุตสาหกรรมโลจิสติกส์

     ด้วยบริบทโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้การดำเนินงานโลจิสติกส์เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย“โลจิสติกส์” กลายเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ เป็นกลไกในการสร้างสมดุลระหว่าง Demand กับ Supplyที่เกิดขึ้นทั่วโลก นอกเหนือจากคุณสมบัติพื้นฐานของสินค้าผู้บริโภคปัจจุบันยังให้คุณค่ากับกระบวนการสั่งซื้อสินค้าที่สะดวก การกระจายสินค้าได้อย่างความเหมาะสม และรวดเร็ว ซึ่งกลายเป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพของธุรกิจนั้นไปด้วยแล้ว การตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าในส่วนนี้ จึงถูกกำหนดเป็นกลยุทธ์การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจ ณ เวลานี้ และต่อไปในอนาคตจะมีปัจจัยอื่นๆ เพิ่มเข้ามาอย่างแน่นอน

   

ระบบโลจิสติกส์ยกระดับภาคอุตสาหกรรม

            คุณพงษ์ศักดิ์ ได้กล่าวถึงนโยบายการขับเคลื่อน“Industry Transformation”ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยท่านมองว่า อุตสาหกรรมการผลิตและธุรกิจบริการโลจิสติกส์ต่างสนับสนุนซึ่งกันและกัน การดำเนินงานของทั้งสองภาคส่วนต้องสอดคล้องกัน ทั้ง “Demand” และ “Supply”

            ระบบโลจิสติกส์ จะมิได้มองแค่การค้าขายในประเทศอีกต่อไป โลกไร้พรมแดนที่ชัดเจนมากขึ้น การเคลื่อนย้ายสินค้า ข้อมูลข่าวสาร และการเงินมีการเชื่อมโยงกันอย่างไร้ขอบเขต สิ่งเหล่านี้ยิ่งกระตุ้นให้ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ของไทยต้องคิดให้รอบด้านThinkGlobalActLocalซึ่งแนวคิดนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถต่อยอด สร้างคุณค่า (Value Creation) ตลอดโซ่อุปทาน เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลกได้ 

            ทั้งนี้ เมื่อสถานการณ์การนำเข้าส่งออกสินค้าและบริการมีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้ภาครัฐต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกฎระเบียบมาตรฐานต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า การเตรียมความพร้อมรองรับเทคโนโลยีขั้นสูงที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งในต่างประเทศได้มีการดำเนินการพระราชบัญญัติถ่ายทอดเทคโนโลยีแล้ว ส่วนไทยยังใช้มาตรการการส่งเสริมการลงทุนในการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) แต่ยังต้องศึกษาความเป็นไปได้เพิ่มเติมต่อไป

            นอกจากนี้ ภาครัฐต้องเร่งพัฒนาระบบ NSW ให้สมบูรณ์และเสถียรมากขึ้น รวมถึงการสนับสนุนให้เกิดเขตปลอดภาษีอากร เพื่อเป็นการกระตุ้นการลงทุนของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมการผลิต (SMI) โดยอาจแบ่งพื้นที่เศรษฐกิจเป้าหมายออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1) พื้นที่ปกติในเขตเศรษฐกิจพิเศษ 2) พื้นที่ของเขตประกอบการค้าเสรี (Free Trade Zone) เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับสิทธิประโยชน์โดยไม่กำหนดเงื่อนไขการส่งออกสินค้า ทำให้เกิดคุณค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในแต่ละประเทศและภูมิภาคที่ได้มีข้อตกลงร่วมกัน 

     ขณะเดียวกัน ประเทศจีนมีเขตการค้าเสรี และท่าเรือขนส่งสินค้า รวมจำนวน13แห่ง (13Free Trade Zone) ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ทางแถบชายทะเลฝั่งตะวันออก ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดี (Best Practice) ในการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้าเพื่อให้บริการแก่ผู้ประกอบการทั่วโลกในพื้นที่เศรษฐกิจดังกล่าว รวมถึงการให้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับ “ภาษีสรรพสามิต” ในเขตพื้นที่การค้าชายแดน ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มการนำเข้าและส่งออกที่เติบโตควบคู่กับการให้ความสำคัญต่อโลจิสติกส์ของประเทศมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

 

บทสรุปที่น่าสนใจ

     ประเด็นการสัมภาษณ์มุมมองโลจิสติกส์ในอนาคตของประเทศไทย ประกอบด้วย 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนเข้าสู่ประเทศการค้าและการบริการ ส่งผลให้ระบบ    โลจิสติกส์ในอนาคตจะมีนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นอีกมากมาย เพื่อให้สนองตอบต่อความต้องการของลูกค้าได้ทันเวลา 2)การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศจะสร้างโอกาสการเชื่อมโยงการค้าระหว่างประเทศและการเติบโตของระบบโลจิสติกส์ไปพร้อมกัน 3) ทั่วโลกจะเกิดธุรกิจผู้ให้บริการโลจิสติกส์รูปแบบใหม่อันเกิดจากแนวคิดในการสร้างคุณค่า(Value Creation) ให้กับอุตสาหกรรมการผลิตและส่งผลให้เกิดโซ่แห่งคุณค่า (Value Chain) ในธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆ ผ่านการสร้างสรรค์ทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านโลจิสติกส์จากกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (Start Up) และจะสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ