ผ่าแผน “ยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ กับมุมมองของนักปฏิบัติ”

July 10,2018

คุณโสภณ เจนจิรัฐิติกาล

ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ไดนามิก ลอจิสติกส์

 

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2560-2564) ขึ้น เพื่อใช้เป็นกรอบนโยบายและเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของไทย ซึ่งแผนดังกล่าวจัดทำขึ้นภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) ที่มีเป้าหมายให้ประเทศไทยสามารถยกระดับระบบโลจิสติกส์ของประเทศไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางการค้า การบริการ และการลงทุนในภูมิภาค โดยประกอบด้วย 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1) การพัฒนาเพิ่มมูลค่าระบบห่วงโซ่อุปทาน 2) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก และ 3) การพัฒนาปัจจัยสนับสนุนด้านโลจิสติกส์

การประกาศใช้แผนฯ ฉบับนี้ ทำให้จุดสนใจมุ่งไปยังการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของชาติ ซึ่งหลายฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นถึงยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ของแผนอย่างกว้างขวางทั้งความท้าทายของแผนฯ รวมถึงประเด็นคำถามเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของแผนฯ ฉบับดังกล่าวด้วย ในโอกาสนี้ คุณโสภณ เจนจิรัฐิติกาล ผู้ที่เชี่ยวชาญที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการขนส่งและโลจิสติกส์และอดีตผู้บริหารที่มีบทบาทสำคัญในการนำบริษัท ไดนามิค ลอจิสติกส์ จำกัด ไปสู่ความยิ่งใหญ่ในวงการขนส่งและโลจิสติกส์ประเทศไทย โดยเริ่มจากประเด็นคำถามแรกตอนต้นของบทสนทนาที่ชวนคิดว่า “แผนยุทธศาสตร์ฯ ทั้งหมดนั้น คนขับเคลื่อนจริงๆ คือใคร”

ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจกับภาพรวมของแผนฯ นี้กันว่า แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2560-2564) นั้น เป็นแผนต่อเนื่องมาจากแผนฯ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2550-2554) และแผนฯ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2556-2560) แต่สำหรับแผนฯ ฉบับที่ 3 นี้ได้มีการวางกรอบการพัฒนาระยะ 20 ปี แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเริ่มจากปี พ.ศ. 2560

1. ระยะ 5 ปีแรก มีเป้าหมายการพัฒนาเพื่อเชื่อมโยงในอนุภาค ยกระดับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน ปรับปรุงกฏหมายเพื่อรองรับธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และพัฒนามาตรฐานอาชีพรวมถึงการพัฒนาบุคลากรด้านโลจิสติกส์

2. ระยะ 5- 10 ปี มีเป้าหมายการพัฒนาเพื่อเชื่อมโยงการประกอบธุรกรรมทางการค้ารูปแบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) พัฒนาระบบโลจิสติกส์ในรูปแบบ (E-Logistics) อย่างสมบูรณ์ ขจัดอุปสรรคและอํานวยความสะดวกทั้งด้านโครงสร้าง กฏหมาย และระบบ

3. ระยะ 11-20 ปี มีเป้าหมายการพัฒนาเพื่อเป็นแหล่งสินค้าเกษตรแบบยั่งยืน เน้นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มุ่งสู่ชาติการค้า และผู้ประกอบการสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้

กรอบดังกล่าวช่วยฉายภาพให้เห็นถึงเป้าหมายในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทยในอีก 20 ปี โดยผลที่จะเกิดขึ้นจะมีการพัฒนาในหลากหลายมิติ ทั้งที่เป็นกิจกรรมหลัก และกิจกรรมสนับสนุน อันจะส่งเสริมให้บรรลุผลตามเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม ในโอกาสนี้ บทสนทนาจะมุ่งประเด็นไปที่ 3 ยุทธศาสตร์ และ 11 กลยุทธ์ของแผนฉบับที่ 3 ที่มีรายละเอียดของแผนตามภาพที่ 1

                         

ภาพที่ 1 ยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ฉบับที่ 3

ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

 

แผนฯ ฉบับนี้มุ่งพัฒนาระบบโลจิสติกส์ในองค์รวม และพัฒนาระบบ กลไก และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาในอนาคต และที่น่าสังเกต คือ เป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างท้าทาย (ภาพที่ 2) ทั้งจำนวนธุรกรรมการให้บริการนำเข้าและส่งออกด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ 100% และสัดส่วนต้นทุนโลจิสติกส์ต่อ GDP ในปี 2564 เท่ากับ 12%

 

                             

ภาพที่ 2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ฉบับที่ 3

ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ในมุมมองของภาคเอกชน โดยเฉพาะผู้ให้บริการโลจิสติกส์เห็นว่า แผนฯ นั้นจะนำไปสู่ความสำเร็จไม่ได้ หากไม่ให้ความสำคัญกับผู้ที่อยู่ในภาคส่วนของการปฏิบัติ ดังนั้นเสียงสะท้อนของผู้ที่จะต้องเป็นส่วนหนึ่งของกรอบระยะเวลา 20 ปี จึงน่าสนใจและน่าฟังเป็นอย่างยิ่ง คุณโสภณ เจนจิรัฐิติกาล ในนามของผู้ประกอบการหรือฝ่ายปฏิบัติการของแผนฯ ขอให้โอกาสนี้ถ่ายทอดมุมมอง แนวคิดที่มีต่อแผนฯ

 

การพัฒนาประเทศไทยภายใต้กรอบแผนฯ ระยะยาว 20 ปี

หากพิจารณาความเป็นไปได้ของเป้าหมายแผนฯ ระยะยาว 20 ปี ที่กำหนดให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านขนส่งและโลจิสติกส์นั้น ก็คงจะต้องพิจารณาโดยอ้างอิงจากผลของแผนฯ ฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 ที่ผ่านไปแล้วร่วมด้วยว่า “ก่อนจะถึงฉบับที่ 3 มีการสอบย้อนกลับไปยังผลสัมฤทธิ์ของแผนฉบับที่ 2 และ 1 แล้วหรือไม่” ซึ่งจะเห็นว่า ในบางยุทธศาสตร์นั้นยังไม่สามารถแสดงผลสัมฤทธิ์ออกมาได้อย่างชัดเจนและเป็นที่ประจักษ์ เนื่องจากการพัฒนาระบบบางประการนั้นต้องอาศัยระยะเวลาและปัจจัยที่เกี่ยวข้องอีกมาก หากประเทศไทยต้องการก้าวไปสู่เป้าหมายระยะ 20 ปีของแผนฯ จึงต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้ทั้งผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องต่างๆ พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันรอบด้าน โดยเริ่มต้นที่การประชาสัมพันธ์กรอบแผนฯ ของภาครัฐให้เป็นที่รับรู้ร่วมกันในบรรดาผู้ปฏิบัติตามแผนฯ ทั้งผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนภายในประเทศ หรือแม้แต่ผู้ให้บริการทางด้านโลจิสติกส์ (Logistics Services Providers :LSPs) โดยเฉพาะภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องยังไม่รับรู้และรับทราบถึงการมีตัวตนของแผนฉบับนี้ ก็คงยากต่อการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายที่แท้จริง ดังนั้น ภาครัฐควรมีการประชาสัมพันธ์ถึงแผนฉบับนี้ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องทราบให้ได้มากที่สุดและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ปฏิบัติตามแผนฯ ในด้านต่างๆ

 

การกำหนดวิสัยทัศน์ วัตถุประสงค์ เป้าหมาย และการดำเนินแผนฯ ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

              การพิจารณาภาพรวมของการกำหนดวิสัยทัศน์ วัตถุประสงค์ และเป้าหมายของแผนฯ มีความสอดคล้องกัน พร้อมกับมี KPI เป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจน แต่ก็ยังมีข้อที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมอยู่บ้าง เช่น “การตั้ง KPI ที่เป็นเชิงปริมาณมากกว่าเชิงคุณภาพ เน้นการวัดจากตัวเลข แต่ไม่วัดจากคุณภาพจริง ตัวอย่าง การเชิญคนเข้าร่วมอบรมมีครบ 100% แต่ผู้ฟังไม่ได้เป็นกลุ่มเป้าหมายจริง” ซึ่งหากละเลยในประเด็นนี้ อาจทำให้ได้ผลเฉพาะตัวเลขที่สวยงาม ทว่ากลับมองไม่เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมหรือกระบวนการเชิงประจักษ์

           เมื่อพิจารณารายยุทธศาสตร์ ทั้ง 3 คือ การพัฒนาเพิ่มมูลค่าระบบห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก และการพัฒนาปัจจัยสนับสนุนด้านโลจิสติกส์แล้ว จะเห็นว่าได้กำหนดกลยุทธ์โดยแยกออกมาเป็นโครงการต่างๆ ซึ่งมีความสอดคล้องกัน แต่ยังไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบหลัก เท่าที่ผ่านมา มีบางกระทรวงที่ควบคุมงบประมาณหลักไว้ และมีอีกหลายกระทรวงที่ใช้งบประมาณในภารกิจเดียวกัน จึงนำไปสู่การทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน หรือบางทีก็การทำงานที่มีทิศทางเป้าหมายต่างกัน จึงเสนอแนะให้ “การดำเนินการควรจะมีหน่วยงานหลักเพียงกระทรวงเดียว และหากงานดังกล่าวเกี่ยวข้องกับส่วนของหน่วยงานใด จึงค่อยจัดสรรทีมงานเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อลดการทำงานซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพให้การทำงานตามแผนฯ ได้แม่นยำมากขึ้น”

 

การดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่สุด

           ทั้ง 3 ยุทธศาสตร์ที่ถูกบรรจุไว้ในแผนฯ นั้นล้วนสำคัญต่อประเทศชาติทั้งสิ้น แต่หากพิจารณากันในรายละเอียดแล้ว ยุทธศาสตร์ที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนที่สุด คือ ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก เพราะเป็นส่วนการพัฒนาหลักที่ส่งผลในหลายมิติ และใช้เวลาในการดำเนินการที่ยาวนาน การลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานนั้น อาจกระทบความเป็นอยู่ วัฒนธรรม หรือสิ่งแวดล้อมกับชุมชน จึงทำให้ขั้นตอนการดำเนินการซับซ้อน และต้องผ่านกระบวนการทั้งภาครัฐและภาคประชาชน อย่างที่ปรากฎในรัฐบาลนี้ บางโครงการจำเป็นต้องใช้มาตรา 44 เข้ามาเร่งรัด เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว แต่อย่างไรก็ตาม การดำเนินการในทุกโครงการก็ไม่ควรเร่งรีบเกินไปจนส่งผลกระทบต่อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งในกระบวนการนี้ ภาครัฐควรร่วมกับภาคเอกชนในการกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนของยุทธศาสตร์เพื่อให้เกิดการดำเนินงานที่คุ้มค่าด้านเศรษฐกิจมากที่สุด มิเช่นนั้น ภาครัฐอาจสามารถสร้างท่าเรือ หรือถนนที่ดีได้ แต่กลับไม่มีผู้ใช้งาน

 

ข้อเสนอแนะเพื่อสนับสนุนแผนฯ ในมุมมองของผู้ปฏิบัติการ

           1. ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้แผนฯ เป็นไปได้อย่างเป็นรูปธรรม คือ ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือกันดำเนินงานภายใต้เป้าหมายเดียวกัน กล่าวคือ ทั้ง 2 ภาคส่วนจะต้องทำงานร่วมกันโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ซึ่งกันและกันให้มาก ภาคเอกชนก็ต้องคำถึงผลที่ประเทศจะได้รับ ส่วนภาครัฐจำเป็นต้องคำนึงถึงความอยู่รอดของเอกชนอันเกิดจากการควบคุมของรัฐเช่นกัน

           2. ภาครัฐจำเป็นต้องปรับบทบาทจากการเป็นผู้ควบคุมมาเป็นพันธมิตรกับภาคเอกชน และมุ่งเน้นการทำงานเชิงรุก ทั้งสองภาคส่วนร่วมมือกันพัฒนา ดำเนินงานด้วยขั้นตอนที่เรียบง่ายและกระชับที่สุด พร้อมกับทำงานเชิงรุกให้เท่าทันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

 

           ประเด็นทิ้งท้ายของคุณโสภณ เจนจิรัฐิติกาล น่าจะเป็นเสียงสะท้อนที่สำคัญให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับแผนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย ฉบับที่ 3 ได้เป็นอย่างดีว่า “เป้าหมายที่ตั้งไว้ของแผนฯ นั้นจะสำเร็จได้ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และทุกภาคส่วนก็จะต้องแสดงบทบาทของตนเองอย่างเต็มกำลัง อย่างเข้าใจและจริงใจ ก็จะทำให้ความเป็นไปได้ตามแผนฯ ดังกล่าวก็จะไม่ได้เป็นเพียงแค่ความท้าทายอีกต่อไป”