ความท้าทายและการแข่งขันของธุรกิจการขนส่งสินค้าทางเรือระหว่างประเทศ

October 25,2018

คุณประพันธ์ โลหะวิริยศิริ

ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์

บริษัท โหงวฮกเอเยนซี่ จำกัด

 

การขนส่งทางเรือเป็นอีกหนึ่งกระบวนการสำคัญของการค้าข้ามชาติหัวใจของการเติบโตด้านเศรษฐกิจ ซึ่งผู้ประกอบการทั่วโลกนิยมใช้วิธีขนส่งทางเรือ เพื่อขนส่งสินค้าคราวละมากๆ อันจะช่วยควบคุมต้นทุนการขนส่งต่อเที่ยวได้ต่ำกว่าวิธีการขนส่งในรูปแบบอื่น ด้วยประเทศไทยมีข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ ซึ่งอยู่ใจกลางประเทศกลุ่มอาเซียน และมีชายฝั่งติดทะเลทั้งสองด้าน คืออ่าวไทย และอันดามัน จึงยิ่งทำให้การขนส่งทางเรือมีแนวโน้มสำคัญขึ้นเรื่อยๆ และในโอกาสนี้ คุณประพันธ์  โลหะวิริยศิริ ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ บริษัท โหงวฮก เอเยนซี่ จำกัด ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการขนส่งสินค้าทางเรือในอันดับต้นๆ ของประเทศ ได้มาถ่ายทอดมุมมองต่างๆ ต่อธุรกิจดังกล่าวผ่านบทสัมภาษณ์ในครั้งนี้

 

สถานการณ์การขนส่งสินค้าทางเรือ

         คุณประพันธ์เล่าให้ฟังถึงFreedom of the Seas หลักกฎหมายสากลเรื่องเสรีภาพทางภาคพื้นทะเล ซึ่งยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆ ว่า ทุกประเทศต้องเปิดให้เรือชาติอื่นเข้ามาลงทุนหรือทำการค้าได้ ยกเว้นแต่เรือจากประเทศใดมีประเด็นปัญหาระหว่างกัน เช่น ประเทศอาหรับมีปัญหากับประเทศอิสราเอล ประเทศอาหรับจึงสามารถได้ระบุว่า เรือที่ถือสัญชาติอิสราเอลไม่สามารถเข้าเมืองท่าได้ หรือหากเรือลำใดที่เคยเข้าประเทศอิสราเอลแล้ว จะไม่สามารถเข้าประเทศอาหรับได้อีก

         ตามสถิติโลกส่วนใหญ่การขนส่งสินค้าทางเรืออยู่ที่ประมาณ 11,500 ตัน  เป็นสินค้าที่ขนส่งในรูปแบบคอนเทนเนอร์ ร้อยละ 15 ของน้ำหนักทั้งหมด โดยส่วนใหญ่เป็นการขนส่งสินค้าที่เป็นของเหลว เช่น เรือที่ขนแก๊สธรรมชาติ เรือที่ขนแก๊สหุงต้ม ซึ่งทำให้ตลาดการขนส่งของเหลวอยู่ประมาณร้อยละ 35 ของการขนส่งทั้งหมด ส่วนสินค้าเทกองแห้ง (Dry Bulk)เช่น แร่เหล็ก ถ่านหิน สินค้าธัญพืช ข้าวสาลี ข้าวโพด สินค้าเหล็กอยู่ประมาณร้อยละ 45 และสินค้าทั่วไปที่ไม่ได้ขนส่งโดยคอนเทนเนอร์ประมาณร้อยละ 5

         สำหรับประเทศไทย มีเพียงข้อมูลการเข้าออกของตู้คอนเทนเนอร์ ปีละ 10 ล้านตู้ จำแนกเป็นสินค้าที่เป็นของเหลว อยู่ประมาณ 100 ล้านตัน สินค้าที่เป็นเทกองแห้งทั้งเข้าและออกประมาณ 100 ล้านตัน ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานที่เก็บข้อมูลชุดนี้ที่ชัดเจน ทำให้การวิเคราะห์ขนส่งทางเรือระหว่างประเทศ ต้องพิจารณาแยกรายตลาด 

 

 

การแข่งขันตลาดขนส่งทางเรือ

         การแข่งขันในตลาดเรือประเภทคอนเทนเนอร์ แยกออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือที่เรียกว่า long-term หรือเรือวิ่งเส้นทางไกล เช่น เส้นทางที่เริ่มจากประเทศไทยขนส่งสินค้าไปยังแถบยุโรป หรือแถบอเมริกา ซึ่งใช้ระยะเวลา 30 วันต่อ 1 เที่ยว เป็นต้น ส่วนตลาด short- term เช่น เส้นทางจากประเทศไทยขนส่งสินค้าไปในประเทศกลุ่มอาเซียน หรือญี่ปุ่น เป็นต้น

         สำหรับประเทศไทย ถ้าเป็นเส้นทางไกลๆ จะไม่มีเรือของประเทศไทยขนส่งสินค้า เพราะว่าตลาดกลุ่มนี้มีเส้นทางการขนส่งสินค้าที่ไกล และรอบการวิ่งไปกลับค่อยข้างมีระยะทางที่ยาว เช่น ขนสินค้าจากยุโรปมาเอเชีย มาเมืองจีน ไปเข้าทะเล เมดิเตอร์เรเนี่ยนลงทะเลแดงเข้ามหาสมุทรอินเดียมาแถวสิงคโปร์มามาเลเซียแล้วตีขึ้นไปจีนวิ่งกลับไปกลับมาแบบนี้ เส้นทางนี้ตอนนี้ใช้เรือขนาด 2 หมื่น 2พันตู้ ซึ่งตลาดนี้เป็นตลาดเกมส์ใหญ่ แล้วเรือไทยเราเล็ก เราเข้าไปแข่งไม่ได้ เพราะมันเป็นเกมส์ที่ต้องมีเครือข่ายที่ครอบคลุม

         กลับกันหากพูดถึงเส้นทางในเอเชียตะวันออก  มีตั้งแต่เอเชียตะวันออก เอเชียอาคเนย์  เข้าไปอินเดียแล้วก็เอเชียก๊อป อ่าวเปอร์เซีย เส้นทางแบบนี้ เรือวิ่งเมืองไทยไปจีน ก็ประมาณ 9 วัน 10 วัน ขนาดเรือที่เหมาะสมที่ใช้ ก็ประมาณ 2 พันตู้ 3 พันตู้ 4 พันตู้ ถ้าเป็นเส้นทางแบบนี้เรือไทยก็เข้าไปแข่งได้ ส่วนแบ่งการตลาดประมาณร้อยละ5 - 10 ขึ้นอยู่กับแต่ละเส้นทาง รวมถึงแต่ละ Segment ซึ่งมีการแข่งขันกันในรูปแบบเฉพาะตัว 

         ส่วนการขนส่งทางเรือแบบเทกองแห้งในประเทศไทย บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นเรือเทกองแห้ง ได้แก่ บริษัทโพรีเซียม และบริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) โดยทั้งสองบริษัทได้ให้บริการในต่างประเทศ วิ่งเรือประมาณ 5 หมื่นตัน เพียงแต่การขนส่งสินค้าแห้ง (Dry Bulk)  จะมีฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตธัญพืชของโลก เช่น  ข้าวโพด ข้าวสาลี เป็นต้น ประมาณเดือน 9-10 ซึ่งก็จะมีการขนส่งผลผลิตทันทีในช่วงนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ทั้งซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้ต่างมีฤดูกาลเก็บเกี่ยวและขนส่งผลผลิตที่หนาแน่นแตกต่างกัน

 

การสร้างความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจการขนส่งสินค้าทางเรือ

         นอกจากการต้องวิเคราะห์รูปแบบของลักษณะเฉพาะของสินค้าแล้ว ผู้ประกอบการขนส่งยังต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการให้รองรับกับข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และลดอุปสรรคทางการค้า แม้ว่า ขณะนี้ข้อตกลงอาเซียนไม่ได้เอื้อโดยตรงต่อการเข้าสู่ตลาดของการขนส่งทางเรือ แต่ข้อตกลงเหล่านี้ยังคงเป็นประโยชน์ต่อภาพรวมของการค้าระหว่างกลุ่มอาเซียน

         นอกจากนี้ ภาครัฐและผู้ประกอบการควรร่วมกัน วางแผนบริหารจัดการข้อมูลหรือ Big Data เพื่อเป็นประโยชน์ในการทำการค้าการขนส่งทางเรือ อันจะเป็นฐานข้อมูลสำหรับวิเคราะห์กลยุทธ์ เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันต่อไป เช่น ข้อมูลการนำเข้าและส่งออกทางเรือ ข้อมูลตลาดการขนส่งทางเรือของประเทศและประเทศต่างๆ ข้อมูลสินค้าแต่ละประเภทในการขนส่งทางเรือ เป็นต้น 

         แต่อย่างไรก็ตาม การขนส่งทางเรือระหว่างประเทศ มีการผันผวนด้านราคา อันเป็นไปตามกลไกลของอุปสงค์และอุปทาน (Demand and Supply) ดังเช่น ช่วงที่เรือน้ำมันมีอุปสงค์เพิ่มขึ้น คือช่วงที่เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว เวลาที่เข้าสู่ฤดูหนาวต้องการพลังงานเพิ่ม ไปทางซีกโลกเหนือต้องการเอาไปทำฮีตเตอร์  Demand เรือน้ำมันใน 1 ปี ช่วงนี้จะเพิ่ม ถ้าเป็นเรือคอนเทนเนอร์ ช่วงเดือน 8 - 10 ก่อนเข้าช่วงเฉลิมฉลองคริสต์มาส ถ้านำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ ก็จะช่วยทำให้เห็นโอกาสในการแข่งขันได้มากขึ้น