การพัฒนาบุคลากรและการเพิ่มมูลค่าสินค้าไทยสู่การเชื่อมโยงทางการค้า

September 28,2018

คุณวัลภา สถิรชวาล

ประธานสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย

 

คุณวัลภา สถิรชวาลประธานสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทยและดำเนินธุรกิจด้านโลจิสติกส์มายาวนานกว่า30ปี ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความสำคัญของการการพัฒนาบุคลากรด้านโลจิสติกส์และการเพิ่มมูลค่าสินค้า ซึ่งสอดคล้องตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2560-2564) ที่มีทิศทางพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ของภูมิภาค ผลักดันการเพิ่มมูลค่าสินค้า พัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อก้าวไปสู่ความเป็นชาติการค้าและบริการ (Trading and Service Nation) 

 

การพัฒนาบุคลากรด้านโลจิสติกส์

            คุณวัลภา เล็งเห็นถึงการลงทุนเพื่อพัฒนาบุคลากรเป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง โดยเห็นว่า แนวทางการพัฒนาโดยใช้มาตรฐานร่วมกันเข้ามาบูรณาการอันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศและมีประโยชน์ในแง่ของการเชื่อมโยงการค้าในระดับภูมิภาคได้ ณ ขณะนี้ประเทศไทยมีสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ที่สนับสนุนให้ผู้ประกอบการพัฒนาบุคลากรภายในองค์กรสู่กระบวนการมาตรฐานวิชาชีพโลจิสติกส์ระดับ1ถึง 8ซึ่งจะได้รับการฝึกอบรมพัฒนาความรู้และทดสอบ ทั้งยังรวมถึงมาตรฐาน ISO ที่สนับสนุนการดำเนินงานในมาตรฐานสากล มาตรฐาน Q Mark ที่สร้างมูลค่าสินค้าและบริการ ยกระดับคุณภาพการให้บริการ อันเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวรองรับมาตรฐานเหล่านี้ เพื่อสร้างโอกาสการแข่งขันในระดับนานาชาติ 

            ประโยชน์ในระดับบุคคล การใช้มาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพ เป็นสิ่งหนึ่งที่จะปูทางก้าวหน้าในสายอาชีพ (Career Path) ห้เทียบเท่ากับมาตรฐานประชาคมอาเซียน ด้วยเหตุผลที่มาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพโลจิสติกส์ดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระดับภูมิภาคอาเซียน มีวัตถุประสงค์เพื่อประสานความร่วมมือการทำงาน สร้างมูลค่าสินค้า และพัฒนาฝีมือให้กับบุคลากรแต่ละประเทศ

            คุณวัลภายกตัวอย่างคุณวุฒิวิชาชีพสาขาวิชาชีพโลจิสติกส์“นักโลจิสติกส์คลังสินค้าในระดับ 4” สาขางานจัดการคลังสินค้า สินค้าคงคลัง และการกระจายสินค้า อาชีพผู้ควบคุมคลังสินค้า ชั้น 4 ซึ่งเป็นระดับที่มีศักยภาพปฏิบัติงานเกี่ยวกับการวางแผนการรับสินค้า จ่ายสินค้าออกจากคลังสินค้า จัดการอำนวยความสะดวกในการรับส่งสินค้า และการจัดการภายในคลังสินค้า 

โดยคุณสมบัติสำคัญของบุคคลระดับนี้ คือ 1.มีทักษะการสื่อสารทั้งภาษาไทย ภาษาต่างประเทศหรือภาษาในประเทศอาเซียน 2. มีส่วนร่วมในการวางแผน และพัฒนากระบวนการทำงาน 3. สามารถแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับงาน โดยใช้ทฤษฎีและเทคนิคด้วยตนเอง 4. สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการปฏิบัติงาน5. เรียนรู้และการประเมินผลการทำงานของตนเองได้ ซึ่งควบคู่ไปกับมาตรฐานการบริการที่มีความน่าเชื่อถือ

            ทั้งนี้ ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทยสามารถเริ่มต้นด้วยการนำมาตรฐานวิชาชีพที่เกี่ยวข้องมาบูรณาการปรับใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาบุคลากรในองค์กร โดยให้ความสำคัญกับมาตรฐานการบริการให้สามารถตอบสนองตรงตามความต้องการของผู้ใช้บริการได้อย่างแท้จริง

 

การเพิ่มมูลค่าสินค้าและการพัฒนาด้านโลจิสติกส์

            นอกจากการพัฒนาบุคลากรแล้ว คุณวัลภายังให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้า ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ช่วยยกระดับคุณภาพของระบบโลจิสติกส์และเป็นประโยชน์ต่อการเชื่อมโยงการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น คุณวัลภาเล่าถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าและความสามารถของไทยในการบริหารจัดการสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่ม โดยการบริหารจัดการด้วยCold Chainอันเป็นเครื่องมือด้านโลจิสติกส์ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยยืดอายุของสินค้าให้เน่าเสียช้าลง ทั้งระหว่างอยู่ในคลังสินค้า และระหว่างการขนส่ง โดยยกตัวอย่าง การส่งต่อการบริโภค“ทุเรียน” ราชาผลไม้ไทยสู่ตลาดโลก การขายทุเรียนตั้งแต่ยังเป็นลำต้นจากสวน เป็นผล ทุเรียนทอดกรอบ ข้าวเหนียวทุเรียน ไอศกรีมทุเรียน รวมถึงเค้กทุเรียน  ทุกรูปแบบการแปรรูปทุเรียนเหล่านี้ ล้วนผ่านกระบวนการเพิ่มมูลค่าและการใช้เทคโนโลยีในการขนส่งที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมกับรูปแบบสินค้านั้นๆ

            สถานการณ์การค้าในวันนี้ส่งผลให้ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ต้องตั้งคำถามว่า จะบริหารการขนส่งอย่างไรที่ยังคงรักษาคุณภาพสินค้าเน่าเสียง่ายให้คงคุณภาพจนถึงปลายทางได้ทันเวลา รวมถึงการบริหารจัดการการใช้แอพพลิเคชั่นเพื่อรายงานและติดตามสถานะการขนส่งของสินค้า รวมถึงการตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงต้นกำเนิดของสินค้าได้ด้วย สิ่งเหล่านี้จะยิ่งเพิ่มมูลค่าและประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าได้ดียิ่งขึ้นไปอีกระดับ

            

การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาบุคลากรและเพิ่มมูลค่าของสินค้า 

         สำหรับการขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเชื่อมโยงทางการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยการพัฒนาบุคลากรและเพิ่มมูลค่าของสินค้านั้น คุณวัลภามุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง 3 ภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐกำหนด วางแผน และพัฒนาบุคลากรด้านโลจิสติกส์ให้ตรงตามความต้องการของตลาด ภาคเอกชนกำหนดลักษณะของบุคลากรด้านโลจิสติกส์ให้ตรงตามการปฏิบัติงาน และพัฒนาทักษะของบุคลากรด้วยการปฎิบัติงานจริงอย่างต่อเนื่อง และภาคการศึกษาที่ทำหน้าที่ผลิตบัณฑิตและปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัยสอดคล้องกับต้องการของผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ ส่วนการสร้างมูลค่าเพิ่ม ภาครัฐต้องให้การสนับสนุนภาคเอกชนให้สามารถผลิตสินค้าได้มีมาตรฐานและสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าสม่ำเสมอ

 

            คุณวัลภา ทิ้งท้ายไว้ว่า หากประเทศไทยมีการพัฒนาด้านโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่องจะส่งผลให้โอกาสทางการค้าเติบโตไปพร้อมกัน ทั้งนี้ นอกเหนือจากข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทยที่เอื้อต่อการทำการค้าแล้ว ไทยยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าให้พร้อมต่อการส่งออก พร้อมทั้งเตรียมพร้อมบุคลากรให้มีความสามารถทัดเทียมกับประเทศเพื่อนบ้านได้ เพื่อที่จะเชื่อมโยงทางการค้าต่อไปในอนาคต