Smart Logistics โอกาสธุรกิจ SME ไทย ในพื้นที่ ECC

September 4,2018

          แนวโน้มอุตสาหกรรมทั่วโลกเริ่มเปลี่ยนทิศทาง ศูนย์กลางการผลิตของโลกย้ายฐานมาสู่ประเทศอาเซียนมากขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของประเทศไทย ด้วยบริบทการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันให้เกิดโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor Development : EEC) ที่นับเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ของประเทศ ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมขนส่ง เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางทั้งทางอากาศ ทางบก ทางราง ทางน้ำแบบไร้รอยต่อ (Seamless Operation) และระบบสาธารณูปโภค รวมถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

        การวางระบบโครงข่ายของเทคโนโลยีสู่ยุค “ไทยแลนด์ 4.0 มีส่วนช่วยให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Gateway สำคัญและเป็นศูนย์กลางของอาเซียนทั้งในด้านการค้า การลงทุน และการคมนาคมขนส่ง การสร้าง Transshipment Port ขนาดใหญ่ในการขนส่งสินค้าเข้าและออกได้นำไปสู่การลงทุนของภาคเอกชนไทยและต่างประเทศที่มีมูลค่าไม่น้อยกว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ทั้งใน 5 อุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ (First S - Curve) ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (Next-Generation Automotive) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics) อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Affluent, Medical and Wellness Tourism) อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ (Agriculture and Biotechnology) อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร(Food for the Future) และ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S - Curve) ได้แก่ หุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม(Robotics) อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (Aviation and Logistics) อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biofuels and Biochemicals) อุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital) อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub) ดังนั้น พื้นที่ EEC จะไม่เพียงแต่รองรับการลงทุนภายในประเทศเท่านั้น แต่หมายรวมถึงกลุ่มประเทศ CLMV และทั่วโลก ภายใต้การขับเคลื่อนของการปรับระบบดำเนินงานให้สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล (Digital transformation) ในภาคการผลิตและภาคบริการ การพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยขั้นสูงจากโครงข่ายที่เป็น Smart ในยุค 4.0 บูรณาการเข้ากับ Internet of Things (IoT)

        ข้อมูลประมาณการเม็ดเงินลงทุนในพื้นที่ EEC ปี 2561-2569 แสดงให้เห็นถึงทิศทางการลงทุนของภาคเอกชนที่ให้น้ำหนักกับการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S - Curve) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอันดับต้นๆ ของ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สร้างความท้าทายให้กับผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว คงไม่พ้น อุตสาหกรรมดิจิทัลและอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ที่เป็นส่วนหนึ่งของทุกภาคธุรกิจนั่นเอง

 

ความท้าทายของ EEC ต่อผู้ประกอบการ SME

        แผนการพัฒนาด้านต่างๆ ในพื้นที่ EEC นอกจากจะมีผลดีต่อนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศแล้ว การเติบโตของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ของประเทศส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากการขับเคลื่อนของโครงการนี้เช่นเดียวกัน ผลพลอยได้จากโครงการ EEC จะช่วยยกระดับการผลิตให้กับผู้ประกอบการ SME ที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งในภาคการผลิต ส่วนของการผลิตสินค้าปลายน้ำ เช่น อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ส่วนของกลุ่มธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ภาคการผลิตและบริการขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการต่อยอดไปสู่การผลิตชิ้นส่วนป้อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และส่วนสุดท้าย คือ ผู้ประกอบการ SME ในอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนของการผลิต

        การลงทุนของเทคโนโลยีขั้นสูง (High Technology) ในพื้นที่ EEC เป็นความท้าทายที่ผู้ประกอบการ SME จะต้องเตรียมพร้อมทั้งความรู้ความสามารถของบุคลากรและความสามารถในการบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีด้าน Hardware Software รวมถึง People ware ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจเรียกได้ว่า การปรับตัวให้เท่าทันเทคโนโลยีดิจิทัลในยุคนี้จะกลายเป็นตัวชี้วัดของการเติบโตธุรกิจนั้นๆ ว่าจะสามารถอยู่รอดและหรือหายไปในเวลารวดเร็วหรือไม่ 

        การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าและเพิ่มขีดความสามารถเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจนั้น สอดคล้องกับงานวิจัย IDC บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีที่คาดการณ์ว่า ภายในปี 2563 ธุรกิจต่างๆ ทั่วโลกจะปรับใช้และลงทุนด้านเทคโนโลยีสูงถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ประเทศไทย ภายในปี 2564 เทคโนโลยี 5G จะเข้ามามีบทบาทสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตทุกสรรพสิ่ง (IoT) เพื่อยกระดับธุรกิจมากกว่า 500 ราย อีกทั้ง ยังมีข้อมูลประมาณการณ์ของ International Federation of Robotics ที่ระบุว่า ประเทศไทยจะมีอัตราการเติบโตของหุ่นยนต์อุตสาหกรรมเฉลี่ยปีละ19% ตั้งแต่ปี 2018-2020 ทำให้มีจำนวนหุ่นยนต์เพิ่มจาก 2,646 ยูนิตในปี 2016 เป็น 5,000 ยูนิตในปี 2020 ซึ่งสูงเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน

        ด้วยเหตุนี้ ผู้ประกอบการ SME เอง จึงไม่ควรคิดเพียงเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องลงทุนพัฒนาสร้างศักยภาพของธุรกิจ โดยเน้นการสร้างนวัตกรรม การวิจัยและพัฒนา สิ่งสำคัญยิ่ง ต้องไม่ลืมที่จะพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะและทัศนคติก้าวไปกับเทคโนโลยี

 

Smart Logistics เพิ่มมูลค่าในการให้บริการ

        ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ส่งผลให้อาเซียนซึ่งมีประชากรมากกว่าประชากรในสหรัฐฯ ถึง 2 เท่า มีแนวโน้มเป็นตลาด E-Commerce ที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากประเทศจีน และอินเดีย (ธนาคารกรุงเทพ เอสเอ็มอี, 2561) ประกอบกับความพร้อมต่างๆ ในพื้นที่ EEC ที่รัฐบาลส่งเสริมและสนับสนุนให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจ E-Commerce ขนาดใหญ่ รวมถึงการสนับสนุนพัฒนาเทคโนโลยี Smart Logistics ให้สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยี อินเทอร์เน็ตทุกสรรพสิ่ง (Internet of Things: IoT) เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจโลจิสติกส์ (Tech sauce Team, 2018)

        E-Commerce Park ในพื้นที่ EEC ที่กำลังจะเกิดขึ้น จะเป็นพลังขับเคลื่อนเทคโนโลยีที่ครบวงจร สอดคล้องกับทิศทางการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจโลจิสติกส์

        ทั้งนี้ อัตราการขยายตัวของธุรกิจโลจิสติกส์ไปรษณียภัณฑ์และรับส่งสินค้าที่คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 9.6-11.3 ในปี 2561 ซึ่งเป็นผลจากการเติบโตของธุรกิจ E-Commerce ที่คู่ขนานกันมา กิจกรรมโลจิสติกส์จึงเข้ามามีบทบาทต่อภาคธุรกิจ เพื่อให้ไม่ใช่แค่กระบวนการขนส่งสินค้า แต่ยังรวมถึงการวางแผนและควบคุมการไหลของสินค้าและบริการ การส่งข้อมูลข่าวสารไปยังกลุ่มลูกค้าด้วย การจัดการโลจิสติกส์ในยุค 4.0 ผู้ประกอบการ SME ไม่เพียงต้องสร้างพันธมิตรกับผู้ให้บริการธุรกิจรายใหญ่ พัฒนาระบบธุรกิจให้ไปสู่มาตรฐานสากล พัฒนาบุคลากรให้เป็นมืออาชีพ (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, 2560) แต่ยังต้องสามารถใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ อีกด้วย เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการที่ทรงคุณภาพ ลดต้นทุน สะดวกรวดเร็ว ลดความผิดพลาดนับเป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง กล่าวคือ การใช้ Smart Logistics อาทิ การบริหารจัดการขนส่ง ระบบการบริหารคลังสินค้า การบริหารจัดการกับลานตู้สินค้า การบริการจัดการโลจิสติกส์แบบเบ็ดเสร็จ (One stop Service) โดยใช้ระบบ GPS เข้ามาบอกตำแหน่งของรถขนส่งสินค้า ระบบ RFID ติดตามสินค้า การใช้ AI (Artificial Intelligence) โดรนหรือหุ่นยนต์ในกระบวนการโลจิสติกส์ เป็นต้น ให้เป็นไปอย่างถูกต้องรวดเร็วและแม่นยำ อันจะเข้ามาเพิ่มโอกาสในการสร้างขีดความสามารถศักยภาพการในการแข่งขันให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในอนาคตที่เป็น Smart people พฤติกรรมที่มีความสัมพันธ์กับเทคโนโลยี มีความต้องการความสะดวก รวดเร็วมากขึ้น มีเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่คลุกคลีกับ Smart product สินค้าและบริการที่มาพร้อมนวัตกรรมที่สร้างความสะดวกสบายกับรูปแบบชีวิตมากยิ่งขึ้น

 

IoT ยกระดับการขนส่งในประเทศไทย

        การประยุกต์ใช้ Internet of Things (IoT) เพื่อเพิ่มมูลค่าของให้บริการขนส่ง เพื่อเพิ่มศักยภาพการควบคุมธุรกิจโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพและการให้บริการและความปลอดภัยในการทำงาน ปัจจุบันหลายองค์กรระดับโลกหรือธุรกิจโลจิสติกส์ชั้นนำได้นำ IoT มาใช้กับงานเพิ่มขึ้น ดังตัวอย่างองค์กร ต่อไปนี้

        1. บริษัทเอทีแอนด์ทีอิงค์ เป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีการสื่อสารได้มีการพัฒนาโซลูชั่น IoT ในการติดตามตู้คอนเทนเนอร์ และรถขนตู้คอนเทนเนอร์ได้แบบทันทีรองรับการให้บริการ ประสิทธิภาพในการดำเนินการจัดส่งสินค้าที่สำคัญช่วยลดการทุจริตที่เกิดขึ้นในการทำงาน อีกทั้ง การตรวจสอบสินค้าคงคลังของบริษัทได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ

        2. ยูพีเอส เป็นบริษัทขนส่งสินค้า และไปรษณีย์เอกชนที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาได้ใช้ IoT ร่วมกับอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในการค้นหารูปแบบของเส้นทางการเดินรถที่สั้นที่สุดและประหยัดค่าใช้จ่ายที่สุด โดยติดตั้งระบบ GPS Tracking และระบบ Sensor เพื่อตรวจวัดการทำงานของยานพาหนะขนส่งมาวิเคราะห์ เส้นทางการขนส่ง จำนวนมากกว่า 50,000 กว่าเส้นทาง ส่งผลทำให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้จำนวนมาก

        3. สตาร์บัคส์ร้านกาแฟระดับโลกทำการประยุกต์ใช้ IoT ช่วยในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและเพิ่มผลผลิตด้วยการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) ในการใช้ Big Data ในการวิเคราะห์หาความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จของแต่ละ Location ด้วยการเก็บข้อมูลสถานที่ตั้ง การจราจรในพื้นที่ ความสามารถในการขนส่งวัตถุดิบ ตลอดจนข้อมูลประชากรในพื้นที่และพฤติกรรมผู้บริโภคการวิเคราะห์และประเมินที่ช่วยให้ก่อนจะตัดสินใจเปิดสาขาใหม่ที่สามารถประมาณการความสำเร็จที่จะเกิดขึ้น

 

        ดังนั้น การประยุกต์ใช้ IoT นั้นสามารถเชื่อมโยงกันได้กับหลากหลายบริบทของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการการขนส่งเพื่อการส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้า การให้บริการเพื่อตอบสนองและกความพึงพอใจให้กับลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ จึงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าการนำเทคโนโลยี IoT เข้ามาใช้กับธุรกิจทุกประเภทและทุกอุตสาหกรรม เพื่อรองรับธุรกิจโลจิสติกส์ในยุคดิจิทัลส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายสินค้าและการบริการให้ไปถึงมือผู้บริโภค จึงมีการเปลี่ยนแปลงไปมากเช่นกันเพราะงานโลจิสติกส์เปรียบเสมือนหัวใจหลักของทุกอุตสาหกรรมซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการนำเทคโนโลยีมาใช้งานในการสร้างคุณค่าทั้งการส่งมอบสินค้าและการบริการให้กับลูกค้าอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นการปรับตัวของผู้ประกอบการ SMEs ที่สำคัญ เพื่อความสำเร็จในการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน

 

Reference

http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/638337

https://bit.ly/2MUf13R

https://bit.ly/2MWYfRH

https://bit.ly/2MUfine

https://bit.ly/2vOQMNW