ยกระดับผู้ประกอบการไทยด้วยมาตรฐานการนำเข้าส่งออก "AEO"

September 4,2018

ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สถานการณ์การค้าโลกปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงจะสามารถปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงได้ดี การบริหารจัดการโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพ ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ ดังนั้น ประเทศไทยจึงให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายสินค้า ซึ่งต้องยึดหลักมาตรฐานในการรักษาความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกทางการค้าโลก ผ่านการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างศุลกากรและผู้ประกอบการ เพื่อสร้างความปลอดภัยตลอดโซ่อุปทานของการนำสินค้าเข้าและส่งสินค้าออก จึงเป็นที่มาของโครงการผู้ประกอบการระดับมาตรฐาน AEO

องค์การศุลกากรโลก (World Customs Organization: WCO) ได้กำหนดกรอบมาตรฐานในการรักษาความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศ เรียกว่า “SAFE” Framework of Standards to Secure and Facilitate Global Trade (WCO SAFE FoS) (สำนักมาตรฐานพิธีการและราคาศุลกากร กรมศุลกากร, 2560) ซึ่งมีความสำคัญต่อการจัดการความปลอดภัยตลอดโซ่อุปทาน ภายใต้ชื่อโครงการ Authorized Economic Operator (AEO) เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการนำเข้า-ส่งออก หรือเป็นตัวแทนออกของ (Custom Broker) สินค้าไปยังสหภาพยุโรป โดยต้องมีการดำเนินงานที่ปลอดภัยครอบคลุมตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ตัวแทน ผู้ขนส่ง ผู้รวบรวม คนกลาง ท่าเรือ ท่าอากาศยาน ผู้ประกอบกิจการท่ารถ คลังสินค้า ผู้จัดจำหน่าย เป็นต้น

การดำเนินการตามมาตรฐาน AEO

จุดเริ่มต้นของมาตรฐาน AEO ในประเทศไทย เกิดจากการทำความตกลงยอมรับร่วม (Mutual Recognition Agreement : MRA) ระหว่างกรมศุลกากรไทยกับ WCO เพื่อให้การดำเนินงานตามมาตรฐาน AEO เป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกอบการและประเทศชาติ การประกาศนโยบาย วิสัยทัศน์ การสนับสนุน และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ให้แก่ผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองระดับมาตรฐาน AEO เริ่มชัดเจนนับจากโครงการนำร่องตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา

ตามข้อแนะนำของ WCO ได้ให้แนวทางการดำเนินงานต่อการปฏิบัติจริงของผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออก และตัวแทนออกของ ทั้งหมด 9 ขั้นตอน ดังนี้

ภาพที่ 1 ขั้นตอนการดำเนินการตามมาตรฐาน AEO สำหรับผู้ประกอบการ
ที่มา: WCO SAFE Package / AEO Implementation Guidance, 2010

  1. ประเมินและวิเคราะห์ความเสี่ยงตลอดโซ่อุปทานของธุรกิจการนำเข้า-ส่งออกระหว่างประเทศ
  2. วางแผนกลยุทธ์ในการดำเนินงาน AEO ให้สอดคล้องกับกรอบเวลา ทรัพยากร และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ของบริษัท
  3. ประกาศนโยบาย และแต่งตั้งทีมงานเพื่อขับเคลื่อนโครงการนำร่องตามมาตรฐาน AEO
  4. แต่งตั้งทีมงานตรวจติดตามภายในเพื่อให้มั่นใจว่าระบบมาตรฐาน AEO ได้ถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
  5. ขยายแผนการดำเนินงานไปสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอดโซ่อุปทาน
  6. กำหนดดัชนีชี้ผลการดำเนินงานในแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  7. ต้องมั่นใจว่าได้วางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสนับสนุนในทุกส่วนงานที่ร่วมดำเนินการตามมาตรฐาน AEO
  8. ฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้ความเข้าใจ และนำระบบมาตรฐาน AEO ไปใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ
  9. จัดทำระบบเอกสารตามระเบียบและขั้นตอนในการยื่นขอรับรองกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งแสดงรายละเอียดในหัวข้อถัดไป

ข้อกำหนดและรายละเอียดของมาตรฐาน AEO

ข้อกำหนดมาตรฐาน AEO ที่ประกาศใช้สำหรับผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งของ และตัวแทนออกของ แบ่งออกเป็น 3 หมวดหลัก ดังนี้

  1. ระบบการจัดการรักษาความปลอดภัย (Security Management Systems)
  2. การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment)
  3. มาตรการด้านการรักษาความปลอดภัย 8 ด้าน (8 Security Elements) ประกอบด้วย
    1. 3.1 ความปลอดภัยในการเข้า-ออกอาคารสถานที่ (Premise Security and Access Control) การพิจารณาเริ่มจากบริเวณด้านหน้าบริษัทที่จะต้องมีระบบการรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันมิให้บุคคลภายนอกเข้า-ออก สถานประกอบการโดยมิได้รับอนุญาต รวมถึงในตัวอาคารที่ต้องการแยกส่วนระหว่างบุคคลภายนอกกับสถานที่ปฏิบัติงานของพนักงาน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต้องแสดงแผนผังทางเข้า-ออกทุกจุด และมีระบบการควบคุมอย่างชัดเจน รวมทั้งมีการวิเคราะห์หาจุดอ่อนเพื่อป้องกันมิให้บุคคลไม่พึงประสงค์เข้ามาในบริเวณทั้งภายในและภายนอกบริษัท
    2. 3.2 ความปลอดภัยในส่วนที่เกี่ยวกับพนักงาน (Personnel Security) ต้องมีขั้นตอนการสรรหาพนักงานและหมั่นตรวจสอบสถานะปัจจุบันของพนักงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้สวมรอยกลับเข้ามาปฏิบัติหน้าที่โดยมิได้รับอนุญาต รวมถึงการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยให้แก่พนักงานภายในองค์กร เพื่อให้เกิดความตระหนักถึงผลกระทบของความเสี่ยงในรูปแบบต่างๆ และมีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการรักษาความปลอดภัย
    3. 3.3 ความปลอดภัยในส่วนของพันธมิตรทางธุรกิจ (Trading Partner Security) ต้องสร้างพันธมิตรทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเคลื่อนย้ายสินค้าทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการคัดเลือกพันธมิตรทางธุรกิจที่สามารถแสดงหลักฐาน หรือเอกสารยืนยันด้านการรักษาความปลอดภัยอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร
    4. 3.4 ความปลอดภัยในสินค้า (Cargo Security) ต้องมีการกำหนดนโยบายลงนามโดยผู้มีอำนาจสูงสุด รวมถึงมีขั้นตอนการปฏิบัติงาน และบันทึกคุณภาพอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร
    5. 3.5 ความปลอดภัยสำหรับยานพาหนะขนส่งสินค้า (Conveyance Security) ต้องมีมาตรการในการตรวจสอบยานพาหนะขนส่งสินค้าอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะบริเวณที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเก็บสินค้าผิดกฎหมาย มีระบบการติดตามยานพาหนะเพื่อไม่ให้จอดในจุดเสี่ยงต่อการโจรกรรม หรือการเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงมีมาตรการติดตามยานพาหนะที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายสินค้าทั้งภายในและต่างประเทศ
    6. 3.6 การรักษาความปลอดภัยข้อมูล และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information and IT Security) ต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลสำคัญขององค์กร ทั้งในลักษณะที่เป็นเอกสารและแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อป้องกันมิให้ข้อมูลถูกโจรกรรม เสียหาย สูญหาย หรือถูกนําไปใช้ในทางที่ผิดหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลโดยมิได้รับอนุญาต
    7. 3.7 การบริหารจัดการและการสืบสวน (Incident Management and Investigation) ควรมีมาตรการในการบริหารจัดการกรณีที่มีเหตุการณ์เสี่ยง หรือเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ปลอดภัย โดยต้องมีขั้นตอนการดำเนินงานในการหาสาเหตุของปัญหาดังกล่าว กำหนดวิธีการแก้ไข และป้องกันมิให้เกิดซ้ำอีก
    8. 3.8 การบริหารจัดการเมื่อเกิดวิกฤตการณ์หรือเหตุฉุกเฉิน และแนวทางดําเนินการแก้ไข (Crisis Management and Incident Recovery) ต้องมีขั้นตอนการดำเนินงานในการวางแผนรับมือเมื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่ปกติ วิกฤตการณ์ความรุนแรง หรือเหตุฉุกเฉินขึ้น รวมถึงแนวทางดําเนินการแก้ไข เพื่อลดผลกระทบความสูญเสีย หรือความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นซ้ำ

สิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการระดับมาตรฐาน AEO

เมื่อผู้ประกอบการได้ดำเนินการตามขั้นตอนและข้อกำหนดตามมาตรฐาน AEO ครบถ้วนแล้ว จากนั้นผู้ประกอบการสามารถยื่นเอกสารขอการรับรองต่อกรมศุลกากร และรอการพิจารณาตรวจเอกสารเบื้องต้น กรณีเอกสารไม่มีการแก้ไขใดๆ จะเข้าสู่การตรวจประเมิน ณ สถานประกอบการ และเข้าสู่การรับรองมาตรฐานต่อไป

สำหรับสิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอได้รับล้วนส่งผลดีต่อการดำเนินธุรกิจทั้งสิ้น สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ ทั้งในมิติด้านต้นทุน เวลา และสร้างความเชื่อมั่นในการให้บริการแก่ลูกค้า (Kevin R., 2018) ด้วยการรับรองมาตรฐานระดับเออีโอเป็นมาตรฐานสากลที่ทั่วโลกต่างยอมรับ จึงทำให้สามารถอำนวยความสะดวกทางการค้าได้รวดเร็วขึ้น ลดความเสี่ยงในการตรวจประเมินซ้ำ ลดการสูญเสียต้นทุนและเวลาในกระบวนการส่งสินค้าระหว่างประเทศ ทั้งนี้ในส่วนของสิทธิประโยชน์ที่กรมศุลกากรไทยประกาศใช้นั้น ประกอบด้วยรายละเอียด ดังนี้

ด้านพิธีการศุลกากร นำของเข้า 1. ยกเว้นการตรวจ (เว้นแต่มีระเบียบพิธีการเฉพาะเรื่องกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น หรือมีเหตุอันควรสงสัย) 1. ยกเว้นการตรวจ (เว้นแต่มีระเบียบพิธีการเฉพาะเรื่องกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น หรือมีเหตุอันควรสงสัย)
2. ได้รับบริการในช่องทางพิเศษ  
3. ได้รับสิทธิเข้าร่วมหารือเพื่อหาข้อยุติ 2. ได้รับสิทธิเข้าร่วมหารือเพื่อหาข้อยุติ
4. ให้ชักตัวอย่างและตรวจปล่อยไปก่อน 3. ให้ชักตัวอย่างและตรวจปล่อยไปก่อน
5. ไม่ต้องวางประกันด้านปริมาณ สำหรับของกอง(Bulk Cargo) 4.ไม่ต้องวางประกันด้านปริมาณสำหรับของกอง(Bulk Cargo)
ส่งของออก 1. ยกเว้นการตรวจ (เว้นแต่มีระเบียบพิธีการเฉพาะเรื่องกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น หรือมีเหตุอันควรสงสัย) 1. ยกเว้นการตรวจ (เว้นแต่มีระเบียบพิธีการเฉพาะเรื่องกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นหรือมีเหตุอันควรสงสัย)
2. ได้รับบริการในช่องทางพิเศษ  
3. ยกเว้นการชักตัวอย่างสินค้าที่ส่งออก 2. ยกเว้นการชักตัวอย่างสินค้าที่ส่งออก
4. ได้รับการอำนวยความสะดวกจากความตกลงยอมรับร่วมกัน (MRA) 3. ได้รับการอำนวยความสะดวกจากความตกลงยอมรับร่วมกัน (MRA)
ส่งของกลับออกไป
(Re-Export)
1. สินค้านำเข้าในอารักขาของศุลกากรที่ส่งออกทางท่าอื่นที่มิใช่ท่าที่ได้นำเข้าให้ชำระอากร 1 ใน 10 ส่วน แต่ไม่เกิน 1,000 บาทได้ 1. สินค้านำเข้าในอารักขาของศุลกากรที่ส่งออกทางท่าอื่นที่มิใช่ท่าที่ได้นำเข้าให้ชำระอากร 1 ใน 10 ส่วน แต่ไม่เกิน 1,000 บาท ได้
2. ยกเว้นการตรวจร่วมจาก สสป. 2. ยกเว้นการตรวจร่วมจาก สสป.
สินค้าถ่ายลำ ใช้การเป็นผู้นำของเข้า ผู้ส่งของออกระดับมาตรฐานเออีโอแทนการวางเงินหรือหลักประกันของผู้ขอถ่ายลำ ใช้การเป็นตัวแทนออกของระดับมาตรฐานเออีโอแทนการวางเงินหรือหลักประกันของผู้ขอถ่ายลำ
สินค้าผ่านแดน ใช้การเป็นผู้นำของเข้า ผู้ส่งของออกระดับมาตรฐานเออีโอแทนการวางเงินหรือหลักประกันของผู้ขนส่งสินค้าผ่านแดน ใช้การเป็นตัวแทนออกของระดับมาตรฐานเออีโอแทนการวางเงินหรือหลักประกันของผู้ขนส่งสินค้าผ่านแดน
การคืนอากรทั่วไป ได้รับการพิจารณาคืนอากรทั่วไปที่มีรายการสินค้าไม่เกิน 50 รายการต่อใบขนสินค้าภายใน 10 วันทำการ ได้รับการพิจารณาคืนอากรทั่วไปที่มีรายการสินค้าไม่เกิน 50 รายการต่อใบขนสินค้าภายใน 10 วันทำการ
การตรวจสอบหลังการตรวจปล่อย ณ สถานประกอบการ การตรวจสอบเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการนำของเข้าหรือส่งของออกย้อนหลังไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันนำของเข้าหรือส่งของออก  
ด้านสิทธิประโยชน์
ทางภาษีอากร
การคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ ได้รับสิทธิพิเศษด้านการลดอัตราอากรตามที่กระทรวงการคลังประกาศกำหนดสำหรับของที่นำเข้ามาเพื่อผลิต ผสม ประกอบ บรรจุ เพื่อส่งออกตามมาตรา 19 ทวิ  
ได้รับสิทธิพิเศษด้านการคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ ดังนี้ ได้รับสิทธิพิเศษด้านการคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ ดังนี้
1. การขออนุมัติหลักการทั่วไป แล้วเสร็จภายใน 1 วันทำการ 1. การขออนุมัติหลักการทั่วไปแล้วเสร็จภายใน 1 วันทำการ
2. เลือกวิธีการยื่นสูตรการผลิตได้ 2. การยื่นสูตรการผลิตเพื่อขออนุมัติได้รับการพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 10 วันทำการ
3. ได้รับการอนุมัติคืนเงินอากร หรือหนังสือค้ำประกันทันทีที่ยื่นใบขอคืนค่าภาษีอากร และหนังสือค้ำประกันสำหรับการตรวจสอบชุดคำขอคืนอากรที่ได้รับการอนุมัติแล้วมีการกำหนดระยะเวลาดำเนินการแล้วเสร็จ

3. ได้รับการอนุมัติคืนเงินอากรหรือหนังสือค้ำประกันทันทีที่ยื่นใบขอคืนค่าภาษีอากรและหนังสือค้ำประกันสำหรับการตรวจสอบชุดคำขอคืนอากรที่ได้รับการอนุมัติแล้วมีการกำหนดระยะเวลาดำเนินการแล้วเสร็จ

  การชดเชยค่าภาษีอากร กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จ สำหรับการตรวจสอบชุดคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและจัดพิมพ์บัตรภาษี กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จสำหรับการตรวจสอบชุดคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและจัดพิมพ์บัตรภาษี
  คลังสินค้าทัณฑ์บน 1.1 การขออนุมัติสูตรการผลิตสามารถเลือกวิธีการยื่นสูตรการผลิตได้
1.2 การตรวจนับของคงเหลือปีเว้นปี
1.3 การตรวจสอบปิดงวดบัญชีแล้วเสร็จภายใน 45 วันทำการ
1.4 ได้รับการผ่อนผันการจัดส่งรายงานของที่นำเข้าเก็บในคลังสินค้าทัณฑ์บนและรายงานของที่นำออกจากคลังสินค้าทัณฑ์บน
1.5 การจัดส่งรายงานสรุปผลการดำเนินงานประจำงวดบัญชีให้จัดส่งเฉพาะรายงานของคงเหลือทุกงวด 6 เดือน สำหรับคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทโรงผลิตสินค้าให้จัดส่งแบบสรุปการใช้วัตถุดิบประจำงวดบัญชีเพิ่มเติม
 
  เขตปลอดอากร 1. การตรวจนับของคงเหลือ ปีละ 1 ครั้ง
2. ผ่อนผันการจัดส่งรายงานสรุปผลการดำเนินงานประจำงวดบัญชี โดยให้จัดส่งทุกงวด 6 เดือน
 
ด้านคดี   1. กรณีละเลยหรือฝ่าฝืนระเบียบที่กฎหมายกำหนดเกี่ยวกับพิธีการศุลกากร หรือตรวจพบความผิดฐานสำแดงเท็จ ให้เจ้าหน้าที่ศุลกากร ผู้ได้รับมอบหมายประจำจุดตรวจปล่อยเป็นผู้พิจารณาความผิดและสั่งคดีไปก่อนได้ทันที ในกรณีที่ผู้นำของเข้า ผู้ส่งของออกระดับมาตรฐานเออีโอยินยอมทำความตกลงเพื่อระงับคดีในชั้นศุลกากรสำหรับความผิดดังกล่าว ทั้งนี้ การสั่งคดีให้ปรับหรือผ่อนผันการปรับตามเกณฑ์การเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องที่กรมศุลกากรกำหนด  
  2. กรณีการกระทำความผิดฐานสำแดงเท็จเกี่ยวกับการคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ หรือประกาศกรมศุลกากรซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 19 ทวิ และมาตรา 19 ตรี อันไม่มีผลกระทบต่อค่าภาษีอากร ค่าธรรมเนียม หรือรายได้อื่นๆ และไม่เสียหายแก่ทางราชการ ให้เจ้าหน้าที่ประจำจุดคืนอากรพิจารณาความผิดและสั่งคดีไปก่อนได้ทันที  
ด้านอื่นๆ     1. การลดการตรวจสอบจากศุลกากรต่างประเทศและการได้รับสิทธิพิเศษต่างๆที่จะมีการตกลงกันในอนาคตกับศุลกากรกับประเทศคู่ค้า
    2. สิทธิพิเศษอื่นๆตามที่อธิบดีจะกำหนดในอนาคต

การขยายมาตรฐาน AEO ไปสู่ผู้ให้บริการโลจิสติกส์

สถิติผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน AEO นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556-2559 มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปี พ.ศ. 2559 จำนวนผู้ประกอบการที่ผ่านมาตรฐาน AEO รวม 310 ราย โดยแบ่งเป็นตัวแทนออกของจำนวน 155 ราย ผู้นำเข้า-ส่งออก 155 ราย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 50 ทั้ง 2 กลุ่ม อีกทั้งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี อันสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการเริ่มตระหนักและเห็นความสำคัญด้านมาตรฐานกระบวนการรักษาความปลอดภัยตลอดโซ่อุปทาน

ภาพที่ 2 จำนวนผู้ประกอบการโลจิสติกส์ที่ได้รับรองมาตรฐาน AEO ระหว่างปี 2556-2559
ที่มา : กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง, 2559

ถึงแม้ว่า ที่ผ่านมามาตรฐาน AEO จะเริ่มใช้กับผู้ประกอบการนำเข้าส่งออกและตัวแทนออกของ นั้น แต่ตามยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ประเทศการค้าและบริการมีเป้าหมายส่งเสริมและผลักดันให้เกิดมาตรฐานโลจิสติกส์ทั้งโซ่อุปทาน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในตลาดโลก ซึ่งความปลอดภัยตลอดโซ่อุปทานจะเกิดขึ้นได้นั้น ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ตัวแทน ผู้ขนส่ง ผู้รวบรวม คนกลาง ท่าเรือ ท่าอากาศยาน ผู้ประกอบกิจการท่ารถ คลังสินค้า รวมถึงผู้จัดจำหน่าย

ปัจจุบัน ผู้ประกอบการไทยสามารถขอการรับรองมาตรฐาน AEO ได้ 2 กลุ่ม ได้แก่ ผู้นำของเข้า ผู้ส่งของออก และตัวแทนออกของ ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผู้ประกอบการโลจิสติกส์ในโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าทั้งหมด ดังนั้นกรมศุลกากรจำเป็นต้องเร่งผลักดันให้มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ AEO ให้มากขึ้น โดยขยายไปสู่ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ กลุ่มอื่นๆ เช่น ผู้ประกอบการขนส่ง ผู้ประกอบการคลังสินค้า ท่าเรือ และท่าอากาศยาน เป็นต้น สอดคล้องกับข้อกำหนดในมาตรฐาน AEO ซึ่งระบุว่าจะต้องมั่นใจในความปลอดภัยตลอดโซ่อุปทาน เนื่องจากผู้ประกอบการมีการจ้างเหมาช่วงผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในกิจกรรมเคลื่อนย้ายสินค้าไปยังสถานที่ต่างๆ ด้วย ดังนั้น เมื่อลูกค้าเกิดความมั่นใจในขั้นตอนและกระบวนการรักษาความปลอดภัยในแต่ละจุด หรือตำแน่งที่สินค้าเคลื่อนย้ายผ่าน จะส่งผลให้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ในตลาดการค้าโลกได้