การค้าเสรีกับโซ่อุปทานข้ามชาติ

September 4,2018

ทำไมต้องมีการค้าเสรี

เขตการค้าเสรี (Free Trade Area: FTA) เป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ เพื่อลดภาษีศุลกากรระหว่างกันภายในกลุ่มลงให้เหลือน้อยที่สุด หรือเป็นร้อยละ 0 และใช้อัตราภาษีปกติที่สูงกว่ากับประเทศนอกกลุ่ม การทำความตกลงการค้าเสรีในอดีตมุ่งในด้านการเปิดเสรีด้านสินค้า โดยการลดภาษีและอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีเป็นหลัก แต่ความตกลงการค้าเสรีในระยะหลังๆ นั้น รวมไปถึงการเปิดเสรีด้านบริการ และการลงทุนด้วย (กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, 2018) กติกาสำคัญของการค้าเสรีนั้น คือ การลดภาษีศุลกากรนำเข้าให้กับประเทศคู่ค้าส่งผลให้อุปสรรคด้านภาษีในเวทีการค้าโลกน้อยลง ข้อตกลงการค้าเสรีนี้เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อโซ่อุปทานข้ามชาติทั้งผู้นำเข้าวัตถุดิบ ผู้ผลิต ศูนย์กระจายสินค้า และผู้ส่งออก

เป้าหมายหลักของการเปิดการค้าเสรี คือ ต้องการให้แต่ละประเทศเน้นการผลิตเฉพาะสินค้าหรือบริการที่ตนเองมีความชำนาญ และส่งออกไปขายหรือแลกเปลี่ยนกับสินค้าที่ตนไม่ชำนาญนั้นจะช่วยให้เกิดต้นทุนการผลิตต่ำเนื่องจากเกิดการแบ่งงานกันทำ (Division of Labor) ตามความชำนาญ และพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะทางให้ดียิ่งขึ้น (Specialization) การซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างประเทศผ่านการค้าเสรีทำให้เกิดการประหยัดจากปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้น (Economy of Scale) มีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า ด้านผู้บริโภคก็จะได้รับประโยชน์จากสินค้าที่มีราคาถูกลงและคุณภาพดีขึ้น กรณีผู้ผลิตสินค้าภายในประเทศขาดศักยภาพในการแข่งขันได้ จนต้องเปลี่ยนบทบาทไปเป็นผู้นำเข้าเพื่อขายสินค้าในราคาถูกและคุณภาพดีจากต่างประเทศแทน ทำให้รูปแบบธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป เกิดการค้นหาแหล่งสินค้าราคาถูกจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก (Global Sourcing) ถูกนำมาใช้ในการสร้างความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจระดับกลยุทธ์ มีความต้องการสินค้าคงคลังและการใช้พื้นที่คลังสินค้าเพิ่มมากขึ้น

 

ประเทศไทยกับเขตการค้าเสรี

ประเทศไทยมีการลงนามความตกลงการค้าเสรี (FTA) และมีผลบังคับใช้แล้วกับประเทศคู่ค้า 12 ฉบับ ประกอบด้วยความตกลง FTA ระดับทวิภาคี 6 ฉบับ ได้แก่ ไทย-อินเดีย ไทย-ออสเตรเลีย ไทย-นิวซีแลนด์ ไทย-ญี่ปุ่น ไทย-เปรู และไทย-ชิลี และความตกลง FTA ระดับภูมิภาค 6 ฉบับ ได้แก่ อาเซียน-จีน อาเซียน-ญี่ปุ่น อาเซียน-เกาหลี อาเซียน-ออสเตรเลีย อาเซียน-นิวซีแลนด์ และอาเซียน-อินเดีย โดยส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการเปิดตลาดการค้าสินค้าที่คู่ FTA จะต้องลดภาษีสินค้ามากกว่าร้อยละ 90 ของรายการสินค้าทั้งหมดให้เหลือศูนย์ แต่สำหรับกรณี FTA ไทย–อินเดีย ยังเป็นเพียงการลดภาษีศุลกากรสินค้าเพียง 83 รายการ

สถิติการค้า (กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ข้อมูล ณ กุมภาพันธ์ 2561) พบว่า มูลค่าการค้าและการส่งออกของไทยกับประเทศคู่ FTA นั้นมีการขยายตัวอย่างก้าวกระโดด โดย FTA ที่ไทยทำกับกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน หรืออาฟต้า ถือเป็น FTA ที่มีมูลค่าการค้าขยายตัวสูงสุดในบรรดา FTA ทั้งหมด 12 ฉบับ โดยมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอาเซียน ขยายตัวกว่าร้อยละ 707 นับตั้งแต่ความตกลง AFTA มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2536 โดยในปี 2560 การส่งออกของไทยไปประเทศสมาชิกอาเซียน มีมูลค่า 59.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ น้ำมันสำเร็จรูป เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก และเครื่องจักรกล เป็นต้น ระดับรองลงมาคือ FTA ไทย-อินเดีย (TIFTA) โดยมีมูลค่าการค้าขยายตัวกว่าร้อยละ 406 นับตั้งแต่มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2547 โดยในปี 2560 มูลค่าการส่งออกของไทยไปอินเดีย อยู่ที่ 6.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ และเครื่องจักรกล เป็นต้น และอันดับ 3 คือ FTA อาเซียน–จีน หรือ ACFTA โดยมีอัตราการเติบโตของการค้าอยู่ที่ร้อยละ 262 นับจากมีผลใช้บังคับเมื่อกรกฎาคม 2548 มูลค่าการส่งออกของไทยไปจีน ในปี 2560 สูงถึง 29.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกที่สำคัญคือ ยางพารา ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก เครื่องคอมพิวเตอร์ และ เคมีภัณฑ์

การเติบโตทางการค้าที่ก้าวกระโดดล้วนเป็นผลมาจากการเปิดการค้าเสรี ด้วยเงื่อนไขต้นทุนการผลิตสินค้าต่ำกว่าคู่แข่งประเทศนอก FTA ทั้งนี้ ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศยังทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการทั้งการนำเข้าและส่งออก อันส่งผลให้จำนวนธุรกิจผู้ให้บริการโลจิสติกส์ทั้งภายในและระหว่างประเทศมีบทบาทมากขึ้น เกิดสภาวการณ์แข่งขันที่สูงขึ้น

 

“การค้าเสรี” โอกาสหรืออุปสรรคสำหรับธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ไทย

การค้าเสรีนั้นมิได้มีแต่ข้อดีเพียงด้านเดียว ยังคงมีอุปสรรคบางประการที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องค้าขายกับประเทศที่มีอำนาจต่อรองมากกว่า ซึ่งทางปฏิบัติมักเป็นการค้าที่ดูผิวเผินแล้วเสรีแต่อาจเกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการ เช่น การสร้างและบังคับใช้มาตรการกีดกันทางการค้าอื่นๆ ที่ไม่ใช่มาตรการทางภาษี (การจัดการสิ่งแวดล้อม การใช้แรงงาน มาตรฐานคุณภาพสินค้า) รวมถึงราคาสินค้าที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนกันมีมูลค่าต่างกันอย่างมาก ดังนั้นในมุมมองของผู้ประกอบการอาจเป็นได้ทั้งโอกาสและอุปสรรค ซึ่งต้องพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ สิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการไทยอยู่รอดในธุรกิจการค้าระหว่างประเทศนั้นคือ การปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของพลวัตโลก การวางกลยุทธ์ที่เหมาะสม และสามารถไขว่คว้าหาโอกาสจากประโยชน์ของการค้าเสรีได้มากน้อยอย่างไร

การเปิดการค้าเสรีในธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ เป็นการสร้างโอกาสให้บริษัทข้ามชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น หากพิจารณาในมุมของโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพในการแข่งขันก็สามารถขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ หรือมีโอกาสได้ทำงานร่วมกับบริษัทต่างชาติในลักษณะการทำธุรกิจร่วมกัน (Joint Venture)  และในมุมกลับกัน หากผู้ประกอบการไม่มีการพัฒนาศักยภาพ ก็จะได้รับผลกระทบในด้านลบทั้งการถูกครอบงำทางธุรกิจ หรืออาจถึงขั้นประสบกับสภาวะล้มละลายในที่สุด

สำหรับการวิเคราะห์โอกาสและอุปสรรคของผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทยในเขตการค้าเสรี พบว่า ระดับความพร้อมยังอยู่ในสภาวการณ์ที่ต้องพัฒนาอย่างเร่งด่วน เนื่องจากผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ส่วนใหญ่ขาดระบบมาตรฐานการดำเนินงาน เน้นลูกค้าประจำเป็นหลักทำให้มีความเสี่ยงสูง ขาดการพัฒนาไปสู่การหาลูกค้ารายใหม่ๆ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ยังขาดการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพราะมีการลงทุนสูง รวมถึงขาดแคลนทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยมีแนวโน้มที่จะไม่สามารถแข่งขันกับบริษัทข้ามชาติที่เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ได้

 

ข้อเสนอแนะในการแสวงหาประโยชน์จากการค้าเสรี

สำหรับผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทยนั้น หากมองหาช่องทางในการแสวงหาโอกาสและประโยชน์ในตลาดการค้าเสรีนั้นอาจทำได้หลากหลายวิธี เช่น การตีความข้อกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ ที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทย การขนส่งสินค้าจากประเทศหนึ่งผ่านประเทศไทยไปประเทศที่สาม โดยไม่ต้องชำระภาษี ในขณะที่บางหน่วยงานตีความว่าเป็นการนำเข้า-ส่งออก ต้องชำระภาษี กลายเป็นสินค้าทัณฑ์บนต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มและส่งของไม่ทันกำหนดเวลา เป็นต้น ซึ่งในกรณีนี้ภาครัฐควรมีนโยบายในการออกข้อกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ ที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ รวมถึงการเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานที่เริ่มต้นจากภายในองค์กรของผู้ประกอบการโลจิสติกส์เอง เพื่อส่งเสริมให้เกิดผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์มีคุณภาพและสามารถแข่งขันได้ โดยเน้นความสามารถด้านการสนองตอบต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว ในราคาที่แข่งขันได้ โดยใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เครื่องมือ อุปกรณ์ และรวมถึงบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ

การพัฒนาด้านระบบบริหารข้อมูลสารสนเทศและเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในกิจกรรมของธุรกิจโลจิสติกส์ ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ควรพัฒนาและประยุกต์ใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยให้กิจกรรมโลจิสติกส์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ระบบ ERP ระบบ CRM ระบบ TMS หรือระบบ Barcode เป็นต้น

การขยายกลุ่มลูกค้าในตลาดต่างประเทศ โดยสร้างความเชี่ยวชาญและขยายขอบเขตการให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร สังเกตได้ว่าผู้ประกอบการต่างชาติที่เข้าในประเทศไทย เช่น Excel, Nippon Express, NYK Logistics, Danzas-DHL, UPS, Schenker เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงระดับโลก และมีประสบการณ์ในการให้บริการมายาวนาน รวมถึงมีระบบการบริหารจัดการที่ดี มีเครือข่ายการให้บริการทั่วโลก ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้หลากหลาย ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรพัฒนาตนเองให้สามารถบริการได้อย่างครบวงจร พร้อมทั้งมองหาโอกาสในตลาดการค้าเสรีโดยเฉพาะกลุ่มประเทศ AEC ที่สามารถสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขัน (Competitive Advantage) โดยการใช้กลยุทธ์การมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน เน้นการให้บริการตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market)

การสร้างวัฒนธรรมองค์กรสู่ความเป็นเลิศ เริ่มจากผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ ขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความเป็นเลิศ โดยกระบวนการสร้างวัฒนธรรมองค์กรและหลักปฏิบัติที่บรรลุเป้าประสงค์และผลลัพธ์ทางธุรกิจในทุกมิติ ซึ่งในหัวข้อนี้อาจเป็นเรื่องยากสำหรับบางบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจแบบดั้งเดิมมายาวนานจนก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมที่ยากเกินแก้ไข จนบางครั้งผู้นำองค์กรต้องยอมสละตำแหน่งให้แก่ผู้นำรุ่นใหม่ หรือแม้กระทั่งยอมให้บริษัทต่างชาติเข้ามาถือครองมากกว่า 50%

การมีมาตรฐานด้านโลจิสติกส์ระดับสากล อาทิ มาตรฐานอุปกรณ์ขนถ่าย มาตรฐานระบบสารสนเทศ มาตรฐานกระบวนการดำเนินงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายสินค้า คน ข้อมูล และเงินตราระหว่างประเทศ เพื่อลดข้อผิดพลาด สร้างมาตรฐานความเป็นมืออาชีพในระดับสากล เกิดเป็นข้อได้เปรียบทางการค้า ลดข้อจำกัด และข้อกีดกันทางการค้าต่างๆ รวมถึงช่วยลดเวลาและขั้นตอนในการนำเข้าส่งออกสินค้าระหว่างประเทศ

การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ สิ่งสำคัญในการขยายเครือข่ายทางการค้า ในลักษณะของการพึ่งพาอาศัยกัน การใช้ทรัพยากรร่วมกัน การแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกันแบบ Win Win ซึ่งบรรษัทข้ามชาติใช้แนวคิดนี้ในการบริหารจัดการโซ่อุปทานระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพขณะเดียวกัน ด้านผู้ประกอบการไทย มีการรวมกลุ่มกันในรูปแบบของสมาคม สมาพันธ์ หรือสหพันธ์ ซึ่งมีสมาชิกเป็นผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจประเภทเดียวกันและพื้นที่ให้บริการใกล้เคียงกัน ทำให้มีแนวโน้มที่จะแข่งขันกันเอง

แต่อย่างไรก็ตาม การรวมตัวเป็นพันธมิตรธุรกิจระหว่างกันเป็นทางออกสำหรับผู้ประกอบการไทยที่จะทำให้รอดพ้นจากวิกฤตการค้าเสรีและสภาวการณ์แข่งขันของบรรษัทข้ามชาติในขณะนี้ เนื่องจากเป็นการสร้างความเข้มแข็งทางเครือข่ายธุรกิจ อันเป็นผลมาจากการรวมกลุ่มรายย่อยของผู้ประกอบการ เน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการบริการโดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม ตลอดจนสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมีคุณภาพ ซึ่งจะทำให้ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ของไทยอยู่รอดได้ที่สุด (สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา, 2559)